
พร้อมเพย์สะดุด เอสเอ็มอีไม่พร้อมใช้
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับโครงการ เอนี่ไอดี (Any ID) หรือมาในชื่อใหม่ คือ “พร้อมเพย์” (PromptPay) ที่เริ่มต้นระยะแรกด้วยการเปิดให้มีการโอนเงินระหว่างรายย่อยด้วยกัน สภาพที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ว่าโครงการนี้สร้างความสับสนต่อประชาชนพอสมควร ทำให้การดำเนินงานค่อนข้างกระท่อนกระแท่น เพราะประชาชนยังไม่มั่นใจกับระบบใหม่อยู่ จนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงิน ต่างต้องออกมาชี้แจงข้อมูล พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนในเชิงรุก แม้ว่าประชาชนกว่าค่อนประเทศมีสมาร์ทโฟน และรู้จักระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โมบายแบงก์กิ้ง จนทำให้ธุรกรรมด้านนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม
แต่ในระยะที่ 2 ของพร้อมเพย์ เชื่อว่าจะมีความท้าทายยิ่งกว่า เพราะจะเข้าสู่การโอนเงิน ชำระเงิน ที่พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยเข้าไปเกี่ยวกับนิติบุคคล มีการขยายวงการชำระเงินระหว่างกันที่กว้างขวางขึ้น ตั้งแต่การชำระเงินระหว่างธุรกิจกับบุคคล (พีทูบี) เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงานของบริษัทห้างร้านต่างๆ การชำระค่าสินค้าและบริการ ไปจนถึงการชำระเงินระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (บีทูบี) ในส่วนของบริษัทกับคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์
ระบบพร้อมเพย์ ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย หรือธุรกิจ สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ชำระเงินและผู้รับเงิน โดยเฉพาะการประหยัดต้นทุนการทำธุรกรรมที่ในแต่ละปีธุรกิจต้องเสียค่าธรรมเนียมจำนวนมาก ทั้งเงินสดและการใช้เช็ค อีกทั้งมีต้นทุนแฝงจากความเสี่ยงการถือเงินสด หรือค่าใช้จ่ายเดินทางไปรับ-ส่งเช็คอีกด้วย
สำหรับนิติบุคคลที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศนั้น ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมีการใช้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารต่างๆ อยู่แล้วในการบริหารเงินสด (แคช แมนเนจเมนต์) กับซัพพลายเออร์และคู่ค้า เมื่อมีระบบพร้อมเพย์เข้ามา ก็ยิ่งสามารถช่วยลดต้นทุนของบริษัทได้มากขึ้น
แต่ที่ต้องจับตา คือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีอยู่หลายล้านรายทั่วประเทศ รวมไปถึงร้านค้ารายย่อยต่างๆ ที่ปัจจุบันทำธุรกิจด้วยเงินสดเป็นหลัก จะสามารถจูงใจให้มาใช้พร้อมเพย์ หรืออี-เพย์เมนต์ ได้หรือไม่ แม้ข้อดีที่เอสเอ็มอีจะได้รับจากการประหยัดต้นทุนการทำธุรกิจอย่างมาก
โดยเฉพาะการที่รูปแบบการค้าออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ที่ได้รับความนิยมในไทยมากขึ้นในขณะนี้ หากหันมาใช้พร้อมเพย์ ก็มีความสะดวกและปลอดภัย ไม่ต้องประกาศเลขที่บัญชีที่ควรเป็นความลับลงบนเว็บไซต์ ใส่เพียงเบอร์โทรศัพท์ของร้านค้าที่ผูกบัญชีพร้อมเพย์ไว้ ก็สามารถรับโอนเงินค่าสินค้าได้สะดวก อีกทั้งค่าธรรมเนียมก็ถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับค่าโอนในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การใช้พร้อมเพย์ยังเป็นทางลัดในการเดินบัญชีของเอสเอ็มอีด้วย จากเดิมเอสเอ็มอีที่รับเงินสดต้องนำเงินไปเข้าธนาคารเพื่อแสดงให้เห็นกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ตามเงื่อนไขเงินกู้ ก็จะลดขั้นตอนลงได้ ส่วนผู้ที่ไม่สนใจเดินบัญชี แต่ถ้ามาใช้พร้อมเพย์ ก็จะเกิดกระแสเงินในบัญชีโดยอัตโนมัติ สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น
ดูแล้วเอสเอ็มอีน่าจะสนใจทำพร้อมเพย์ แต่ปรากฏว่าเรื่องการเดินบัญชีนี้อาจจะเป็นประเด็นที่เอสเอ็มอีบางรายไม่ชอบนัก และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจไม่ใช้บัญชีพร้อมเพย์ได้
นั่นเพราะเอสเอ็มอีคิดว่าการเดินบัญชีผ่านพร้อมเพย์จะทำให้ธุรกิจหลีกเลี่ยงภาษีได้ยากขึ้น เพราะมีหลักฐานรายรับ-รายจ่ายปรากฏอยู่ในบัญชีกระแสเงินสด สามารถตรวจสอบตัวเลขได้ว่ามียอดขายจริงเท่าใด ผิดกับการนำส่งรายงานผลประกอบการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทราบ และถูกนำมาใช้ในการคำนวณภาษี ทำให้ขาดทุนหรือกำไรไม่มาก จนไม่ต้องเสียเสียภาษี
และยิ่งรัฐบาลกำลังพยายามผลักดันให้เอสเอ็มอีทำระบบบัญชีเดียว โดยจูงใจผ่านมาตรการภาษี ทำให้เอสเอ็มอีรู้สึกว่ากำลังถูกไล่บี้เรียกเก็บภาษีอยู่หรือไม่
อนุชิต อนุชิตานุกูล ที่ปรึกษาคณะทำงานพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ของรัฐบาล ยืนยันว่า ระบบอี-เพย์เมนต์ที่พัฒนาขึ้น เป้าหมายคือเพิ่มความสะดวกสบายในการทำธุรกิจ เช่น ที่เคยต้องส่งใบกำกับภาษีเป็นกระดาษ เปลี่ยนเป็นส่งอีเมลถึงกันเลย ส่วนการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ต้องทำเอกสาร 50 ทวิ ส่งสรรพากรทุกเดือนและต้องเก็บหลักฐานไว้สิ้นปี ถ้าใช้พร้อมเพย์ เมื่อมีการชำระเงินก็จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารได้ทันที ไม่ต้องทำเอกสารไปยื่นสรรพากรอีก
“ถ้าไม่สะดวกใช้ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ตอนนี้เราได้ทำโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับ เมื่อพร้อมแล้วค่อยใช้ก็ได้ และยืนยันว่าระบบนี้ช่วยให้การโอนง่ายขึ้นไม่ต้องบอกเลขที่บัญชี หากเอสเอ็มอีทำธุรกรรมผ่านธนาคารอยู่แล้ว ไม่ว่ามีกี่บัญชีก็ตาม ก็ไม่ได้มีความหมายที่ต่างไปจากเดิมเลย” อนุชิต กล่าว
ด้านธนาคารกสิกรไทย มีประสบการณ์เรื่องนี้ที่น่าสนใจ เพราะมีความพยายามมาหลายปีในการเดินสายจูงใจลูกค้าเอสเอ็มอีให้หันมาใช้ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) แทนการใช้เงินสด แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ลูกค้าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะรับจ่ายเงินสดอยู่เหมือนเดิม
ธนาคารกสิกรไทยทำแม้กระทั่งขยายความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้บริการระบบชำระเงิน สำหรับธุรกิจลานเกษตรพืชไร่ โอนชำระค่าผลผลิตให้ผู้ขาย ผู้รวบรวม และเกษตรกร แทนการใช้เงินสด แต่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการมาใช้บริการไม่มาก
พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ลูกค้าเอสเอ็มอียังรู้สึกสบายใจที่จะใช้เงินสดอยู่ ไม่ว่าธนาคารจะส่งทีมงานเข้าไปให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการชำระเงินว่าช่วยลดต้นทุนได้มากก็ตาม แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมของเอสเอ็มอีไทยยากกว่าที่คิด ต้องรอให้ร้านค้าคุ้นเคยและยอมรับระบบใหม่
ด้าน วิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นว่า ในระยะสั้นเอสเอ็มอีอาจจะลังเลที่จะเข้าสู่ระบบพร้อมเพย์ หรืออี-เพย์เมนต์ แต่เชื่อว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับ และเปลี่ยนไปสู่สังคมอี-เพย์เมนต์โดยปริยาย และมองว่ารูปแบบชำระเงินที่จะได้รับความนิยมสำหรับธุรกิจ น่าจะเป็นบัตรเดบิต ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ของรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างการเดินหน้าโครงการวางเครื่องรับบัตรให้ครอบคลุม
นี่คือประสบการณ์จริงของธนาคารพาณิชย์ที่เผชิญอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการดึงภาคธุรกิจมาใช้พร้อมเพย์จะอยู่ในก้าวย่างขั้นที่สอง แต่เมื่อดูจากบทเรียนของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีแล้ว ภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และ ธปท. คงต้องทำงานกันหนักขึ้นในการจูงใจให้ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีมาใช้บริการ โดยวางประเด็นเรื่องการตรวจสอบการเสียภาษีไปก่อน เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจตื่นตกใจจนไม่ยอมใช้พร้อมเพย์
เพราะหากดูค่าธรรมเนียมการโอนที่ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมการโอนในปัจจุบัน การใช้พร้อมเพย์จะช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประหยัดต้นทุนลงได้มาก ช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในระยะยาว เมื่อผนวกกับความสะดวกในการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เพราะไม่ต้องนำเงินสดไปเดินบัญชีเหมือนเดิม ก็จะยิ่งทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องรอมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ ก้าวต่อไปของการดึงธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมาใช้บริการพร้อมเพย์ จึงควรเริ่มจากการสร้างความ “รับรู้เชิงบวก” ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ มากกว่าการสร้างความ “รับรู้เชิงลบ” โดยเฉพาะการไล่เก็บภาษี เพื่อสร้างความไว้วางใจในการใช้บริการพร้อมเพย์
ไม่เช่นนั้น รัฐก็อาจจะเจออุปสรรคใหญ่ในการเดินหน้าพร้อมเพย์อย่างคาดไม่ถึง







