
เศรษฐกิจอนิจจัง
สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความหวาดหวั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเศรษฐกิจจะดิ่งเหวรอบสอง
สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความหวาดหวั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเศรษฐกิจจะดิ่งเหวรอบสอง
การที่สหรัฐต้องประสบกับความยากลำบาก ทั้งหมดต้องบอกว่าสหรัฐทำขึ้นมาเองทั้งนั้น
จะไปโทษเทวดาหน้าไหน หรือใครเป็นต้นเหตุคงไม่ได้
รัฐบาลสหรัฐใช้งบประมาณมหาศาลด้านทหารบุกอิรัก อัฟกานิสถาน และยังคงกำลังทหารอย่างยาวนาน รวมไปถึงต้องทุ่มเทงบประมาณในการป้องกันตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลงบประมาณ
เดิมสหรัฐขาดดุลมหาศาลอยู่แล้ว เมื่อต้องมาเจอรายการบานเบิกเช่นนี้มีแต่ทรุดกับทรุด
นี่แหละ สหรัฐสร้างปมเอาไว้นับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก จนมาถึงปัจจุบันมิใช่หรือ
ขณะเดียวกันคนอเมริกันใช้จ่ายเกินตัวภายหลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นมา
เศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาการบริโภคของชาวอเมริกันอยู่แล้ว และยิ่งชาวอเมริกันบริโภคใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจยิ่งเฟื่องฟู ท่ามกลางตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนชาวอเมริกันที่เพิ่มทวี
สุดท้ายความฉิบหายก็มาเยือน เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในทุกมุมโลก เมื่อเกิดการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ ซื้อขายเปลี่ยนมืออย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็ปล่อยเงินกู้ให้กับผู้กู้ที่ขาดหลักประกัน และมีความเสี่ยงต่อการใช้หนี้ในอนาคต
ฟองสบู่กลิ่นเดิมๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็เกิดซ้ำอีก
สุดท้ายเมื่อฟองสบู่แตก เศรษฐกิจสหรัฐพังพาบ รัฐบาลก็ไม่มีแรง เอกชน ประชาชนก็กรอบอย่างพร้อมเพรียง
และแม้จะอาศัยเวลาการเยียวยามาช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็ยังร่อแร่
แต่เชื่อเถอะ เมื่อเศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำ สักวันมันก็ต้องเฟื่องฟูตามหลักเศรษฐศาสตร์โดย มือที่มองไม่เห็น จะเข้ามาจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้สมดุล
หรือในแง่พุทธ ทั้งหมดไม่พ้นกฎแห่งอนิจจัง เมื่อเสื่อมสุด ก็ต้องกลับไปเจริญ และเมื่อเจริญสุดก็ต้องลงไปเสื่อม
ไม่มีอะไรจะตั้งอยู่ได้อย่างถาวร แม้กระทั่งความเจริญหรือความเสื่อม
ประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อเข้าใจกฎอนิจจังแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจของเรากำลังขยายตัว เราสร้างความแข็งแกร่ง ยกระดับเตรียมพร้อมรับมือกับความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือยัง
ตลอดเวลาหลายปี เรายังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งไม่รู้จบสิ้น และการที่เศรษฐกิจดีขึ้นหรือเลวลง ล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกมากำหนด ไม่ใช่จากปัจจัยภายในแม้แต่น้อย
อย่าประมาท เพราะที่เห็นเฟื่องฟู มันอาจหักกลางได้อย่างไม่คาดคิด







