posttoday
พฤติกรรมการบริโภคกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พฤติกรรมการบริโภคกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

16 สิงหาคม 2553

....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

ในช่วงภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยอาศัยภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกเป็นกลจักรสำคัญ และเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกลจักรเดียวในการขับเคลื่อนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเมื่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักรวมทั้งเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจนก่อให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของระบบเศรษฐกิจหลักขนาดใหญ่ของโลก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ฯลฯ ดูเหมือนจะยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะความเปราะบางจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สาธารณะที่สืบเนื่องจากการใช้นโยบายทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศและผลต่อเนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาหนี้ในระบบสถาบันการเงิน เช่น ปัญหาการขาด/ การบริหารจัดการสภาพคล่อง ปัญหาการรักษาดุลการคลังและการรักษาวินัยทางการคลัง ฯลฯ ซึ่งอาจมีผลทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศต้องชะลอตัวลง

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวและผลกระทบที่เศรษฐกิจไทยได้รับจากการหดตัวของการค้าโลกในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อกังวลต่อบทบาทของภาคการส่งออกในฐานะที่เป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถพึ่งพาภาคการส่งออกเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือไม่ หรือเราจะสามารถพึ่งพาภาคการส่งออกได้มากน้อยเพียงใด การพัฒนาโดยอาศัยการส่งออกก่อให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จนทำให้มีข้อสรุปที่น่าคิดคือ เศรษฐกิจไทยขาดความสมดุล จึงมีความเปราะบางต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ง่าย โดยเฉพาะปัจจัยจากภายนอกประเทศ จึงมีความจำเป็นที่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต้องหันมาให้ความสนใจและเพิ่มบทบาทของภาคเศรษฐกิจภายในประเทศให้มากขึ้น แล้วก็มีหลายคนมุ่งประเด็นไปที่การเพิ่มบทบาทและความสำคัญของภาคการบริโภคภายในประเทศ

ความพยายามในการผลักดันให้เกิดการขยายตัวของภาคการบริโภคภายในประเทศนั้น มีสิ่งที่ต้องพิจารณาใน 2 มิติ มิติแรก เป็นเรื่องของการพยายามเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในประเทศโดยการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของปัจจัยการผลิตเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อของคนในประเทศ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงต่อไปอีกว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ของคนในประเทศมีการกระจายตัวอย่างไร การเพิ่มขึ้นของรายได้เป็นการเพิ่มขึ้นของคนบางกลุ่มในระบบเศรษฐกิจมากกว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ เข้าทำนองที่ว่า “มาตรฐานการครองชีพโดยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่มีจำนวนคนที่ต้องใช้ชีวิตตามมาตรการครองชีพที่ต่ำกว่าโดยเฉลี่ยในจำนวนที่มากขึ้น” ซึ่งก็จะเป็นประเด็นปัญหาที่ใหญ่และจะต้องนำมาพิจารณากันอย่างรอบคอบ และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มิติที่สอง เป็นมิติที่อยากจะพูดถึงในครั้งนี้ คือเรื่องของพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ามิติแรก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ในปี 2551 ภาคการบริโภคคิดเป็นร้อยละ 55.13 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ มูลค่าเกือบ 5 ล้านล้านบาท โดยเศรษฐกิจไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรประมาณ 1.36 แสนบาทต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 81,697 บาทต่อปี ในปี 2544 ในขณะที่รายได้ปรับเพิ่มขึ้น แนวโน้มการบริโภคก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยปรับเพิ่มจาก 2.94 ล้านล้านบาท ในปี 2544 เป็น 4.998 ล้านล้านบาท ในปี 2551

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการบริโภคในระบบเศรษฐกิจเมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของการบริโภคไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก การบริโภคกว่าร้อยละ 33 เป็นการใช้จ่ายเพื่ออาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ ถัดมาร้อยละ 16.45 เป็นการใช้จ่ายเพื่อการขนส่ง และร้อยละ 10.19 ใช้จ่ายในกิจกรรมภัตตาคารและโรงแรม ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่สูงแสดงถึงการขาดประสิทธิภาพทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ทำให้ประชากรในประเทศต้องมีภาระสูงจากบริการขนส่งสินค้าและการเดินทาง นอกจากนี้ พบว่าประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจาก 2.1 แสนล้านบาท ในปี 2544 เป็นกว่า 3.25 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 54.76) ในปี 2551 หรือคิดเป็นประมาณ 4,900 บาทต่อคนต่อปี ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็นร้อยละ 6.51 ของการบริโภค แนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับการให้บริการด้านสาธารณสุขของประเทศในรูปแบบต่างๆ (ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกัน)

ยังมีข้อสังเกตอื่นๆ ที่น่าสนใจจากพฤติกรรมการบริโภค คือการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.18 ของการบริโภค ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.94 ของการบริโภค สัดส่วนการบริโภคคงจะดูแย่ลงไปอีกถ้ามีการแย่งพิจารณาตามชั้นของรายได้ แสดงว่าเราใช้จ่ายประมาณ 3,900 บาทต่อคนต่อปี สำหรับบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ในขณะที่ใช้จ่ายเพียงประมาณ 705 บาทต่อคนต่อปี เพื่อการศึกษา โครงสร้างของพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในลักษณะนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการตอกย้ำปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบเศรษฐกิจโดยการเพิ่มขนาดและความสำคัญของภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะได้พิจารณาถึงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนในประเทศควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการของการพัฒนาในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่เป็นผลสืบเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภค และจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69