
ล้างบางทุจริต ช่วยดันเศรษฐกิจ
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจากการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างหรือการทุจริตจากทรัพยากรของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจากการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างหรือการทุจริตจากทรัพยากรของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นการรวมตัวของภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2554 และได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เมื่อปี 2557 มีการประเมินว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของไทย มีการทุจริตคอร์รัปชั่นสูงถึง 20-30% และในบางโครงการสูงถึง 50% ของมูลค่าโครงการ
หากนับจากเงินลงทุนของประเทศในแต่ละปีอยู่ที่ปีละไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท เท่ากับมีการทุจริตคอร์รัปชั่นจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างปีละไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท
หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตของประเทศ ที่เป็นการบั่นทอนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตทรัพยากรของประเทศ กรณีการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส.ป.ก.ไม่ถูกต้อง ก็มีการใช้อำนาจมาตรา 44 ยึดคืนจากนายทุน โดยมีการตั้งเป้ายึดคืนให้ได้ 1 แสนไร่ เพื่อนำมาจัดสรรให้กับเกษตรกรทำกินประมาณครอบครัวละ 5 ไร่ ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีที่ดินทำกิน แก้ปัญหาสังคม และกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะมีประชาชนที่ทำกิน ทำให้เกิดรายได้และเกิดการใช้จ่าย ทำให้การบริโภคของประเทศขยายตัวได้เพิ่ม ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจนอกประเทศที่มีความผันผวน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการล้างทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุดของประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศจากการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ e-Auction (อี-ออกชั่น) มาเป็น e-Bidding(อี-บิดดิ้ง) และ e-Market (อี-มาร์เก็ต) ซึ่งช่วยทำให้ประหยัดเงินงบประมาณของประเทศไปได้มาก
มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การประมูลแบบ e-Bidding (อี-บิดดิ้ง) และ e-Market (อี-มาร์เก็ต) ที่เริ่มใช้เต็มรูปแบบมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีการประมูลโครงการทั้งหมดมูลค่า 4.3 แสนล้านบาท สามารถประหยัดงบได้ถึง 2.8 หมื่นล้านบาท หรือ 10.5% เป็นการประหยัดแบบ e-Bidding ประมาณ 9% และ e-Market ประมาณ 16% ทำให้สามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังทำให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใส โดยการให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมเข้ามาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2559 มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่นำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้จำนวนทั้งสิ้น 26 โครงการ จาก 24 หน่วยงาน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 5.59 หมื่นล้านบาท ในแต่ละโครงการมีรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างและดำเนินการที่ซับซ้อนแตกต่างกัน เช่น โครงการเปลี่ยนผ่านการส่งโทรทัศน์ระบบอะนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ของกรมประชาสัมพันธ์วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท โครงการจัดซื้อเครื่องจักรของโรงงานยาสูบแห่งใหม่วงเงิน 7,649 ล้านบาท และโครงการโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของกรุงเทพมหานครวงเงิน 3,011 ล้านบาท เป็นต้น
ยังมีการดำเนินโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Sector Transparency Initiative : CoST) โดยจะต้องนำข้อมูลรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง และรายเอียดการก่อสร้างโครงการขึ้นบนเว็บไซต์ของเจ้าของโครงการ เพื่อให้สาธารณชนสามารถเข้ามาตรวจสอบในความถูกต้องได้ โดยคัดเลือกมาจากโครงการก่อสร้างโครงการพื้นฐานที่มีความสำคัญ และส่งผลกระทบต่อสาธารณชนในวงกว้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป
ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับคัดเลือกมี 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ วงเงิน 6,500 ล้านบาท ของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.โครงการก่อสร้างทางวิ่งทางขับท่าอากาศยานเบตง วงเงิน 1,500 ล้านบาท ของกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และ 3.โครงการก่อสร้างอาคารสถาบันโรคผิวหนังพร้อมรื้อถอนวงเงิน 1,067 ล้านบาท ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลยังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... ซึ่งจะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของไทยมีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างของไทยเป็นเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เท่านั้น
ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่นี้ มีการครอบคลุมการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอิสระ ที่เดิมมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของตัวเอง แต่ต่อไปจะต้องมาอยู่ภายใต้กฎหมายใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้าง ใหม่ยังกำหนดให้ต้องทำข้อตกลงคุณธรรม เพื่อให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนรวมการตรวจสอบตั้งแต่ต้นจนจบและยังกำหนดโทษผู้กระทำผิดรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนานจดดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้ โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และหากผู้ใดเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนในการทำผิดดังกล่าว ผู้นั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ซึ่งถือเป็นการลงโทษที่รุนแรง ทำให้คนที่คิดจะทำผิดต้องคิดหนักมากขึ้น
ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศครั้งใหญ่ ที่จะช่วยลดการทุจริตของประเทศ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทำได้รวดเร็วมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องของกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวดโปร่งใส ช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น
ปัญหาที่สำคัญของการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศอีกส่วนหนึ่ง คือ เรื่องของคน หากไม่สามารถสร้างให้คนที่เกี่ยวข้องมีความสำนึกผิดชอบได้ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศก็คงทำได้ยาก
ล่าสุด อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมาระบุว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่รุนแรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหากฎหมายระเบียบที่ผ่านมาทำได้ดีขึ้น แต่เรื่องปัญหาของจิตสำนึกยังต้องหาทางแก้อีกมาก ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ เป็นกระทรวงที่เก็บรายได้ของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจของประเทศ
รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง จะทำโครงการกระทรวงการคลังใสสะอาด ทำให้เป็นองค์กรคุณธรรม เพื่อที่จะดำเนินการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระทรวงการคลังอย่างจริงจัง ให้เป็นต้นแบบกับกระทรวงอื่นๆ
ทั้งนี้ การทำเรื่ององค์กรคุณธรรมของหลายๆ องค์กรได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะกรณีของกระทรวงศึกษาธิการ ทำเรื่องโรงเรียนคุณธรรม สามารถแก้ปัญหาเรื่องเด็กเกเรไปได้มาก หรือกรณีของการทำโครงการโรงพยาบาลคุณธรรมแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ทำให้แพทย์ พยาบาล และพนักงาน ร่วมแรงร่วมใจในการให้บริการที่ดีขึ้น
รมว.คลัง สำหรับการทำให้คลังเป็นองค์กรคุณธรรม เช่น การดูแลผู้เสียภาษี ได้กำชับกับกรมภาษีทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ให้ดูแลผู้เสียภาษีให้เป็นลูกค้า ไม่ใช่ไปข่มขู่ ต้องแนะนำผู้เสียภาษีทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้เสียภาษีเข้ามาในระบบให้ถูกต้อง
ด้านปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า จะเปิดตัวโครงการกระทรวงการคลังใสสะอาดต้นเดือน ส.ค.นี้ จะเป็นโครงการที่โดนใจสังคม ทำให้เห็นว่ากระทรวงการคลังเอาจริงเอาจังกับการต่อต้านการทุจริตใน
ทุกรูปแบบ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าไปได้ไกลและเร็วกว่านี้
ทั้งหมดถือเป็นเรื่องการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเต็มสูบ ถือว่าเดินมาถูกทาง แต่จะได้ผลมากน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะทำโครงการนี้ให้เป็นแค่หน้าตาดูดี หรือทำให้เป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศชาติจริงๆ







