
อย่าเหวี่ยงแห
คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ที่ออกมาล่าสุดเรื่อง
คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ที่ออกมาล่าสุดเรื่อง “การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ” โดยติดดาบให้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีอำนาจควบคุมเนื้อหาสื่อทีวี ได้กระทบต่อการทำหน้าที่สื่อทั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงนับถอยหลังสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่มาของคำสั่งนี้เกิดจาก กสทช.ได้สั่งถอดปลั๊กพีซทีวี สื่อกระบอกเสียงของแกนนำเสื้อแดง โดยอ้างว่าละเมิดข้อตกลงที่เคยทำร่วมกัน บางรายการยังมีเนื้อหาขัดต่อประกาศ คสช.กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เมื่อพีซทีวีไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ออกอากาศได้ ทำให้ กสทช.เกรงว่าถ้าแพ้คดี กสทช.ต้องรับผิดชอบถูกฟ้องร้องตามมา คำสั่งหัวหน้า คสช.ครั้งนี้จึงอุดช่องว่าง กสทช.ตลอดจนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและวินัยจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการออกอากาศรายการที่ขัดคำสั่ง คสช.
คำสั่ง คสช.ฉบับนี้ได้สร้างความมั่นใจให้ กสทช.ใช้อำนาจได้อย่างกว้างขวางในการควบคุมสื่อ สามารถเหวี่ยงแหสั่งปิดโทรทัศน์ อ้างแค่ว่ามีเนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง ยิ่งกว่านั้น หากทีวีช่องใดเผลอไปวิจารณ์ คสช.ก็อาจถูกสั่งปิดได้ นั่นเพราะคำสั่ง คสช.ระบุตอนหนึ่งชัดว่า เพื่อให้ กสทช.เกิดความชัดเจนในการใช้อำนาจตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557 ที่ออกมาในช่วงรัฐประหารใหม่ๆ ซึ่งทั้งสองฉบับเขียนขึ้นเพื่อควบคุมสื่อโดยห้ามนำเสนอข้อมูล ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง สร้างความแตกแยก ไปจนกระทั่งห้ามวิจารณ์ คสช.โดยมีเจตนาไม่สุจริต
ว่าไปแล้ว คำสั่ง คสช.ไม่ได้บังคับใช้กับพีซทีวีเพียงช่องเดียว แต่ถือเป็นกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกช่อง ที่น่าเป็นห่วงคือ ในช่วงใกล้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ตามหลักการแล้วควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งประชาชน สื่อมวลชน และกลุ่มเคลื่อนไหวสามารถวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้กับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คำสั่ง คสช.ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระอย่าง กสทช.ติดตาม ตรวจสอบความเห็นที่ผิดกฎหมายของสื่อ ยิ่งสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวขึ้น ยังไม่นับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 61 วรรคสองและวรรคสี่ ที่คุมเข้มการเผยแพร่เนื้อหา ข้อความต่างๆ ในสื่อทุกประเภท ที่สร้างความสับสนคลุมเครือมากอยู่แล้ว
เราเป็นห่วงว่า การขยายอำนาจให้กับองค์กรอิสระอย่าง กสทช. การเอาผิดกลุ่มต่างๆ ที่เห็นแย้ง หรือเคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะยิ่งปิดกั้นเสรีภาพสื่อและเสรีภาพประชาชนมากกว่านั้น ทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะหวั่นเกรงจะฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ควรทบทวนคำสั่ง เพราะการคุ้มครอง กสทช.หรือ กสท.ไม่ให้ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา หรือวินัย เท่ากับปิดกั้นการตรวจสอบ กสทช.ที่อาจใช้อำนาจอย่างตามอำเภอใจ ไม่ระมัดระวัง และไม่รอบคอบ
ข้อสำคัญ อย่าลืมว่าแม้ผ่านการทำประชามติเสร็จสิ้นแล้ว แต่สถานะของคำสั่ง คสช.ฉบับนี้จะยังคงใช้บังคับอยู่จนกว่าจะมีคำสั่งฉบับใหม่ออกมายกเลิก แต่เชื่อว่า คสช.คงไม่ยกเลิกง่ายๆ นั่นหมายถึงจะใช้ไปยาวถึงรัฐบาลเลือกตั้งที่จะได้อานิสงส์จากคำสั่ง คสช.ควบคุมสื่อฉบับต่างๆ เหล่านี้ ตั้งแต่ฉบับที่ 97/2557, 103/2557 คำสั่งฉบับที่ 3/2558 และคำสั่งที่ 41/2559 ครั้งล่าสุดนี้ หากไม่ทบทวนก็อาจเปิดทางให้ผู้มีอำนาจ หน่วยงาน เจ้าพนักงาน ยึดถือคำสั่ง นำมาสู่การกลั่นแกล้งเหมาเข่งสื่อ ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน กลายเป็นภาพพจน์ที่ตกต่ำในสายตาประชาคมโลก







