
หัวหน้าพยัคฆ์ไพรแนะเจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกรื้อถอนเอง
เพชรบูรณ์-หัวหน้าพยัคฆ์ไพรแนะเจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกรื้อถอนเองดีกว่าให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพราะยังนำสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ได้
เพชรบูรณ์-หัวหน้าพยัคฆ์ไพรแนะเจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกรื้อถอนเองดีกว่าให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพราะยังนำสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ได้
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กล่าวว่า หลังเห็นคำสั่งแบ่งแยกการทำงานของทางจังหวัดเพชรบูรณ์ตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 35/2559 แล้วค่อนข้างสบายใจเพราะมีความรัดกุมโดยมีการแบ่งขั้นตอนสอดคล้องกับคำสั่งดังกล่าว ซึ่งมีการแบ่งส่วนการทำงานออกเป็นส่วนฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายรื้อถอน ซึ่งคำสั่งเหล่านี้ออกมาทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างคล่องตัว ที่สำคัญยังมีแอ็คชั่นแพลนหรือแผนปฏิบัติการการรื้อถอนค่อนข้างชัดเจน ยกตัวอย่างที่ทางกรมฯมีประสบการณ์ในการรื้อถอนอย่างเช่นที่วังน้ำเขียว สมัยนั้นไม่ได้มีเครื่องมือพิเศษหรือคำสั่งพิเศษและไม่ได้มีการบูรณาการ ซึ่งวันนี้มีความชัดเจนมากมีการบูรณาการใน 3 หน่วยงานหลักๆได้แก่ พม. ทส. มท. นอกจากนี้ยังมีฝ่ายทหารโดยเฉพาะ กอ.รมน.เข้ามาช่วยสนับสนุนอีก
“เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการคงจะถอยออกไปเอง เพราะหากวันนี้ยังดื้อแพ่งต่อไปโดยทางคณะเจ้าหน้าที่ไปจัดการรื้อถอนเอง ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายดำเนินการคร่าวๆ ก็เป็นเงินหลายล้านบาท ซึ่งเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกเรียกเก็บจากเจ้าของหรือผู้ประกอบการในภายหลัง แต่หากผู้ประกอบการรื้อถอนเองก็ยังสามารถนำสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และไม่ต้องมาสิ้นเปลืองเงินทองที่ต้องถูกเรียกเก็บจากทางเจ้าหน้าที่อีก จึงขอให้ผู้ประกอบการและเจ้าของรีสอร์ตพิจารณาทบทวน เพราะวันนี้ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าศาลมีคำตัดสินพิพากษาไว้แล้วและมีการบังคับแล้ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเท่านั้น”นายชีวะภาพกล่าว
หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพรยังตอบข้อถามถึงคาดการณ์จะมีการต่อต้านจากผู้ประกอบการหรือเจ้าของรีสอร์ตหรือไม่ว่า ในส่วนรีสอร์ตกลุ่มแรกที่ดำเนินการยังไงก็ต้องทำ เพราะศาลสั่งบังคับคดีแล้ว วันนี้ที่ดำเนินการก็ทำตามคำสั่งศาล และอีกส่วนก็เป็นกลุ่มรีสอร์ตที่มีการตรวจยึดเพิ่มเติมโดยทางโยธาธิการฯ ซึ่งตรวจพบว่าโครงสร้างตัวอาคารนอกจากจะไม่มั่นคงปลอดภัยแล้วยังตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเกิดอุบัติภัยอีก ซึ่งรวมๆแล้วไม่ถึง 46 คดี
“อย่างไรก็ตามอาจจะตรวจยึดมา 46 คดีก็จริงแต่บางแปลงเป็นแปลงว่างเปล่าก็ตัดออกไป บางแปลงอยู่ในเขตอุทยานฯก็ต้องรอดำเนินการ แต่ในส่วนที่เหลือก็ดูแล้วยังทำถูกระเบียบก็ยังทำมาหากินได้ ซึ่งดูทิศทางแล้วหากทำได้ก็เป็นทิศทางที่ดีในการพัฒนาภูทับเบิก ส่วนผู้ที่ถูกรื้อถอนออกไปก็อาจจะขอกลับเข้ามาทำใหม่ได้ แต่ต้องรอดูมาสเตอร์แพลนที่ทางสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคัณทหารลาดกระบังทำออกมามาว่า จะอยู่ในส่วนไหนและจะอนุญาตให้ทำประโยชน์ได้เท่าไหร่อย่างไง ตรงนี้เป็นนโยบายคงต้องรอดูต่อไป”นายชีวะภาพกล่าว
นายชีวะภาพยังกล่าวถึงการตรวจสอบโรงแรม รีสอร์ตและบ้านพักหรูของกลุ่มทุนที่ตั้งอยู่ในเขตป่าเขาโปกหล่น อ.เขาค้อว่า กรณีเขาค้อทำทั่วทั้งทั้งประเทศมาจากนโยบายเรื่องการตรวจสอบรีสอร์ตทั่วประเทศ โดยมีการตรวจสอบภาพถ่ายมีทั้งหมดกว่า 900 แห่งในส่วนของเขาค้อมีการเลือกทำป่าแรกได้แก่ที่เขาโปกหล่นมีทั้งหมด 58 แห่ง และในจำนวนนี้ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด เพราะเทาที่ตรวจสอบบางส่วนก็อยู่ในที่ดินมีเอกสารสิทธิก็ต้องว่ากันไป ในส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิจะเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกดำเนินการ
“ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการให้เจ้าของและผู้ถือครองที่ดินนำเอกสารสิทธิมาแสดงภายใน 45 วัน หากรายไหนไม่มีเอกสารสิทธิก็ต้องเจรจาขอคืนพื้นที่ หากยอมล่าถอยออกไปหรือยอมรื้อถอนก็ไม่เป็นไรเพราะจะขอที่ดินกลับคืนมาเป็นของรัฐ แต่หากเพิกเฉยและไม่ยอมแสดงตนซึ่งหมายถึงมีเจตนาเพิกเฉย ก็คงต้องดำเนินการโดยจะคัดแยกไปอีกทาง สำหรับรายที่มีเอกสารสิทธิก็จะเข้าสู่ขบวนการตรวจสอบเอกสารสิทธิ ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ใช่ทำที่เขาค้อที่เดียวแต่ทำทั้งประเทศ 900 กว่าแห่ง”หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพรกล่าว.







