ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน
ยาแรงที่คสช.งัดมาใช้ด้วยความหวังว่าจะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
นับถอยหลังกับ 26 วันสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ที่บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนระอุและมีแนวโน้มจะดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายฝ่ายจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เร่งออกมาเคลื่อนไหวตามเป้าประสงค์ของตัวเอง จนปลุกให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงขึ้น
ปมใหญ่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แถมมีโอกาสกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” นำไปสู่ความวุ่นวายและรุนแรง คือการใช้ “ไม้แข็ง” งัดมาตรการเด็ดขาดมาควบคุมกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ
ล่าสุดเครือข่ายขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ปกรณ์ อารีกุล พร้อมพวกอีก 2 คน และผู้สื่อข่าวประชาไท ถูกเจ้าหน้าที่ สภ.บ้านโป่ง คุมตัวหลังจากเดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกเรียกรายงานตัวหลังจากเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ จนถูกตั้งข้อกล่าวหาตามฐานความผิด ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558
พร้อมยึดของกลาง 14 รายการ อาทิ มีเอกสารเกี่ยวกับการรณรงค์ประชามติ สติ๊กเกอร์ เครื่องเสียง โดยตำรวจตั้งข้อหาทั้ง 4 คน ระบุว่า ร่วมกันเผยแพร่ข้อความ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 และจะส่งทั้ง 4 ฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรี
นำมาสู่แรงกระเพื่อมอีกรอบ เพราะการกระทำเที่ยวนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกตามสิทธิที่พึงมีและได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557
ยาแรงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดมาใช้ด้วยความหวังว่าจะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมานอกจากจะไม่สามารถสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มอื่นๆ ได้แล้ว ตรงกันข้าม นี่กลับเป็นชนวนปลุกให้คนที่เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความไม่ชอบธรรมและพากันออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูกคุมตัวขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญย่านนิคมบางพลี จนโดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ชุมนุมเกิน 5 คน
ปมนี้ทำให้มีกลุ่มนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ศาลทหารจะมีคำสั่งยกคำร้อง ขอฝากขังผลัดสอง ท่ามกลางบรรดากลุ่มนักศึกษาทยอยมารอเพื่อน พร้อมด้วยลูกโป่ง “รณรงค์ไม่ผิด” และดอกกุหลาบสีแดงที่เตรียมมาแสดงความยินดี
หรือหากย้อนไปก่อนหน้านั้น การสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษามีมาให้เห็นตั้งแต่การเคลื่อนไหวนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกสกัดตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่อาจทำให้กลุ่มนักศึกษาหยุดการเคลื่อนไหวได้
ต่อเนื่องมาที่ปมใหม่กับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่กระจายไปในพื้นที่ โดยถูกเชื่อมโยงว่ามีนายทุนหนุนหลังและพยายามโยงต่อไปถึงขั้วอำนาจเก่านั้น จนเพื่อไทยรีบออกมาส่งสัญญาณจี้ให้ คสช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบ และดักคอว่าไม่ควรนำประเด็นมาขยายดิสเครดิตกันทางการเมือง
อีกด้านหนึ่งแกนนำเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมใจกันเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างพร้อมเพรียงผ่านเฟซบุ๊ก และสื่อในมือ
ทว่า ต่อมาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน มีผลวันที่ 10 ก.ค.
นำไปสู่การร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง ที่ให้พีซทีวีสามารถออกอากาศได้ต่อจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาของ กสท. ที่มีมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สั่งพักใช้ใบอนุญาตพีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน
ปรากฏการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่างไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ฝั่งการเคลื่อนไหวสนับสนุนกลับไม่ถูกสกัด กลายเป็นชนวนซ้ำเติมความรุนแรง
อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.ที่เปิดมาเพื่อจับตาการออกเสียงประชามติให้เกิดความถูกต้องเที่ยงธรรมนั้น กลับถูก คสช.สกัดไม่ให้ดำเนินการทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้ไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว
ต่างจากศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาคุมด้วยตัวเองจนยิ่งเกิดข้อเปรียบเทียบกับศูนย์ปราบโกงฯ ที่ถูกปิด
ปมต่างๆ เหล่านี้ยิ่งปลุกให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงในช่วงใกล้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ


