
อนาคตประเทศไทย
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาก็ยังเหมือนเดิม คือ การเปลี่ยนแปลงแบบเหล้าเก่าในขวดใหม่
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปร่วมฟังการสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งจัดโดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งได้เชิญสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตเอกอัครราชทูต กิตติ วะสีนนท์ และพระศากยวงศ์สุทธิ มาเป็นผู้บรรยาย ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังทั้งคนไทยและออสเตรเลีย
ต้องขอขอบคุณผู้บรรยายทั้งสองท่าน ที่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างในแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้กับชาวไทยและชาวออสเตรเลียที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้รับทราบ และเปิดโอกาสให้สอบถามลงไปในรายละเอียด ทำให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นทั้งทางโลกและทางธรรม
เมื่อปี 2540 ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลกระทบไปทั่วโลกอย่างกว้างขวางพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เรื่องแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเตือนสติและเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน ให้คนไทยสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงแข็งแรงและยั่งยืน มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะมีผลกระทบจากเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก
เกือบ 20 ปีผ่านไป มีการนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ แต่ก็ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยยังไม่มีภูมิคุ้มกันดังกล่าว จึงทำให้ประเทศไทยและคนไทยยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองทั้งของโลกและภายในประเทศเองด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่ปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มสหภาพยุโรปจากการถอนตัวของสหราชอาณาจักรที่ยังไม่ลงตัว ทั้งในประเทศที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนทางการเมืองและผู้นำกับกระบวนการในการถอนตัวที่จะต้องมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อยุติปัญหาความไม่แน่นอน และทางสหภาพยุโรปเองก็ไม่ต้องการที่จะให้กรณีการถอนตัวในครั้งนี้เป็นตัวอย่างกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่กำลังมีการเคลื่อนไหวกันอยู่อีกหลายประเทศ ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ซึ่งก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ทำให้เกิดขบวนการก่อการร้ายไปทั่วโลก เป็นต้น
ความไม่แน่นอนทางการเมืองของโลกทำให้โลกเกิดการปั่นป่วนในทางเศรษฐกิจ ทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน ทองคำ และสินค้าเกษตร เป็นต้น รวมทั้งตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะพวกกองทุนการเงินข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ฉกฉวยโอกาสแสวงหากำไรอย่างไร้คุณธรรมและไร้ความรับผิดชอบ
จนทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางในหลายประเทศต้องปรับเปลี่ยนมาตรการทางการเงินและการคลังเป็นระยะ เพื่อรับมือกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่กำลังจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
นอกจากปัญหาที่เกิดจากคนแล้ว ยังมีปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีแนวโน้มว่าจะมีผลกระทบรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากภัยแล้ง น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ
ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นลูกโซ่จากข้างบนลงไปข้างล่าง และจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน แต่คนที่จะเดือดร้อนที่สุดคือคนที่อยู่ระดับล่าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
หากมองย้อนกลับไปดูสาเหตุพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายในประเทศทั่วโลก ตั้งแต่การปฏิวัติประชาชนของฝรั่งเศสจนไปถึงอาหรับสปริง ต้นเหตุของปัญหาก็คือ “ความอดอยาก ยากจน”
ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่โชคดี คนไทยถึงแม้ว่ายากจนแต่ก็ไม่อดอยาก เพราะประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่ปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะไม่มีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและครบวงจร จนทำให้ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวถูกทำลายไป จากการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่ยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพราะกลัวน้ำท่วม จึงไม่ได้สำรองน้ำไว้อย่างเพียงพอ จนทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องอย่างรุนแรงต่อปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ติดต่อกันมาหลายปี
ประกอบกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ไม่หมุนเวียน ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนเพราะไม่มีรายได้และไม่มีผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะความอดอยากยากจนอย่างรุนแรง อันจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ที่ยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมา และเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องรีบแก้ไขอย่างเป็นระบบและครบวงจร
แต่ปัญหาของประเทศไทยก็มีความซับซ้อน เพราะทั้งระบบราชการและการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน มีปัญหาทั้งเชิงโครงสร้างและคุณภาพ แม้ว่าจะผ่านการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นและยังกลับอ่อนแอลงกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการเปลี่ยนผ่านยังไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
ถึงแม้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีการเร่งรัดในการออกกฎหมายหลายร้อยฉบับก็ตาม แต่ยังไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ยังเป็นปัญหาและมีความจำเป็นต้องมีการรื้อและปรับเปลี่ยน เนื่องจากการปรับปรุงโครงสร้างระบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อปี 2545 ที่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และมีการใช้กระบวนการทางการเมืองในการตัดสินใจมากกว่าการใช้เหตุผลและความจำเป็นในบางเรื่อง
ทำให้หน่วยราชการและข้าราชการซึ่งเคยมีหน่วยงานในระดับอำเภอหรืออยู่ในพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนถูกยุบเลิก ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่อยู่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงบริการของทางราชการได้สะดวกเช่นเดิม เมื่อมีการยุบเลิกก็มีการโยกย้ายข้าราชการเข้ามาประจำในกรมหรือจังหวัด โดยไม่มีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการกระจุกตัวของข้าราชการและไม่มีงานประจำ นอกจากจะได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น
การแบ่งและรวมส่วนราชการในหลายกระทรวง ก็ไม่ได้คำนึงถึงความซับซ้อนและความเป็นเอกภาพของงานที่รับผิดชอบ เพราะมีปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องการจะคงหน่วยงานเดิมที่รับผิดชอบไว้ แทนที่จะให้มีการจัดรูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อลดการซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการบริหารราชการอย่างแท้จริง
ตัวอย่างเช่น เรื่องกรมป่าไม้ที่มีการแบ่งหน่วยงานออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยไม่มีความจำเป็น เพราะพื้นที่ของทั้งสามหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นพื้นที่เดียวกัน ทำให้การบริหารจัดการไม่เป็นเอกภาพและไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการและบุคลากร ทำให้มีข้าราชการที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่และงานประจำเป็นจำนวนมาก ในขณะที่มีพื้นที่ป่าไม้ที่ยังไม่มีการดูแลอย่างทั่วถึงอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน
ในส่วนของน้ำ เมื่อไม่สามารถที่จะดึงกรมชลประทานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาไว้ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ จึงตั้งกรมทรัพยากรน้ำขึ้นมาใหม่ และยังมีการตั้งองค์การมหาชนเพิ่มขึ้นอีกที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากโดยไม่มีความจำเป็น ยังส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบาย คุณภาพและเอกภาพ เกิดช่องว่างของการประสานงานระหว่างหน่วยงานทั้งในกระทรวงเดียวกันและที่อยู่ต่างกระทรวง ทำให้ต้องมีการกระจายทั้งคนและงบประมาณโดยไม่จำเป็น
ถ้ารัฐบาลจะปฏิรูปต้องทำทันที เพราะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถดำเนินการปรับรื้อโครงสร้างระบบบริหารราชการใหม่ได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจใคร ซึ่งจะทำให้การปฏิรูประบบราชการเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ประชาชนจะต้องร่วมกันตัดสินใจว่าคนไทยต้องการเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร การเดินหน้าต่อไปต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น เพราะหากไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ก็เท่ากับเป็นการหยุดอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนา







