posttoday

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

07 กรกฎาคม 2559

"งบท้องถิ่น" ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กำลังท้าทายว่ารัฐบาล คสช.จะจัดการอย่างไร

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ด้วยตัวเอง

ภายหลัง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แห่งประเทศไทย พร้อมคณะ ​อาทิ ​มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ นิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะตัวแทนสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ตบเท้าเข้าพบ ​วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เพื่อสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณที่หายไป

สาเหตุอยู่ที่สำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ของท้องถิ่นทั้งหมด จำนวน 2.2 หมื่นล้าน​บาท อาทิ งบประมาณก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน วงเงิน 12,817 ล้านบาท ซึ่งทาง อปท.ได้รับการถ่ายโอนถนนจากกรมทางหลวงชนบท ทั่วประเทศรวม 6 หมื่นกิโลเมตร งบประมาณสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วงเงิน 4,123 ล้านบาท และงบประมาณสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบอีก 2,663 ล้านบาท เงินอุดหนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

จากคำอธิบายของฝั่ง อบจ.พบว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของสำนักงบประมาณที่ตัดงบดังกล่าว เพราะเข้าใจว่า อปท.มีงบประมาณของตนเองได้จากการเก็บภาษีโรงเรือน บำรุงท้องถิ่น และมี พ.ร.บ.จัดเก็บภาษีที่ดินเพิ่มอีก แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้

หากตัดงบดังกล่าวมีผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นในไตรมาส 4 ของปี 2559 และไตรมาสแรกของปี 2560 ท้องถิ่นจะไม่มีงบพัฒนาในช่วง 6 เดือน หรือครึ่งปีแรกของงบปี 2560 จะส่งผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ และคุณภาพชีวิตประชาชน

“ทั้งนี้ 3 องค์กรท้องถิ่น ไม่ได้เรียกร้องงบประมาณในปี 2560 เพิ่ม แต่ให้คงงบอุดหนุนเฉพาะกิจท้องถิ่นที่ถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน ผลักดันนโยบายรัฐบาล ในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมตามแนวทางประชารัฐ” บุญเลิศ ระบุ

“งบประมาณที่ถูกตัดจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้ ถ้าไม่เตรียมการแก้ปัญหาจะเกิดความยุ่งยากตามมา และเกิดผลกระทบกับภารกิจที่ส่วนกลางถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น เมื่อไม่มีเงิน ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ เมื่อก่อนตกลงกันไว้ว่า มีงาน มีเงิน และมีคนลงไปพร้อมกัน ตอนนี้ให้งาน แต่ไม่มีเงินให้ ก็มาบอกว่าท้องถิ่นไม่ทำอีก” นิพนธ์ กล่าว

สุดท้ายในการพูดคุย วิษณุ เสนอทางออกว่าอาจให้รัฐบาลส่งเรื่องถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแปรญัตติงบประมาณใหม่ กับของบกลางจากรัฐบาล 2 หมื่นล้านบาท มาให้ อปท.เพื่อชดเชยงบถูกสำนักงบประมาณตัดไป

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาชี้แจงภายหลังการประชุม ครม.ว่า การปรับภาษีโรงเรือนที่ไม่เคยปรับมานานแล้ว คาดการณ์ว่าจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จึงมีการพิจารณาว่าในช่วงนี้ให้ปรับลดไปก่อน แต่เพื่อความสบายใจจะให้กระทรวงมหาดไทยไปหารือมาใหม่ ว่าจะแปรญัตติอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คงต้องสอดคล้องเม็ดเงินที่จะขึ้นมาในวันหน้าด้วย

“ขอให้ อปท.สบายใจ ต้องช่วยกันสิช่วยกันหารือ ถ้ามีปัญหาอะไรก็พูดกันในช่องทาง ผมก็ดูให้หมด” นายกฯ กล่าว

แน่นอนว่าท่าทีรีบเร่งแก้ไขของนายกฯ​ และแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องทำตามกรอบระยะเวลา 90 วันในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สนช. หลังที่ประชุม สนช.​ผ่านความเห็นชอบวาระหนึ่งไปแล้ว

แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องงบท้องถิ่นนี้กระทบถึงการทำงานในพื้นที่ ที่ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่าอีกหลายโครงการ​ นั่นจึงทำให้ภาครัฐต้องรีบอุดช่องโหว่ ไม่ให้มาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แถมยังมีบทบาทสำคัญในแต่ละพื้นที่ การสร้างความไม่พอใจหรือการกระทำที่นำไปสู่ความระหองระแหง​ในอนาคต ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติที่เหลือเวลาอีกเพียงแค่เดือนเดียว หากปล่อยให้เรื่องงบประมาณท้องถิ่นยังคาราคาซังต่อไป ไม่มีแก้ไข เยียวยา หรือคำอธิบายที่ชัดเจน อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับเส้นทางตามโรดแมปได้

จะเห็นว่าที่ผ่านมา คสช.พยายามสกัดไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือมีเงื่อนไขที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรงที่จะกระทบต่อไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช. ครั้งนี้ก็เช่นกัน​ “งบท้องถิ่น” ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กำลังท้าทายว่ารัฐบาล คสช.จะจัดการอย่างไร

ข่าวล่าสุด

"รพ.ราชวิถี" เปิดบริการ "คลินิกพรีเมียม" ในเวลาราชการ-ลดเวลารอตรวจ