posttoday
พรบ.หลักประกันสิ้นมนต์ ดันปล่อยกู้เอสเอ็มอียาก

พรบ.หลักประกันสิ้นมนต์ ดันปล่อยกู้เอสเอ็มอียาก

06 กรกฎาคม 2559

ในที่สุด พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ในที่สุด พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ก็ถูกตัดสายสะดือคลอดออกมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2559 โดยเริ่มใช้วันแรกตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. 2559 หลังจากที่ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย พยายามผลักดันกฎหมายฉบับมานี้มาโดยตลอด 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมธนาคารไทย

จุดมุ่งหมายของการจัดทำ พ.ร.บ.หลักประกัน เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการ โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ด้วยการเปิดให้สามารถนำหลักประกันที่หลากหลายประเภทมาใช้ค้ำประกันในการขอสินเชื่อได้ ไม่ถูกจำกัดไว้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีมีหลักประกันประเภทนี้ค่อนข้างจำกัด ทำให้โอกาสเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้ยากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่

สำหรับทรัพย์สินที่ พ.ร.บ.หลักประกัน กำหนดให้สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้นั้น ถูกระบุไว้ในมาตรา 8 ประกอบด้วย 1.กิจการ 2.สิทธิเรียกร้อง 3.สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า 4.อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง 5.ทรัพย์สินทางปัญญา และ 6.ทรัพย์สินอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

อย่างไรก็ตาม แม้เป้าประสงค์ของการออกกฎหมายฉบับนี้มาเพื่อดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น จากการที่สามารถนำหลักประกันตามกฎหมายมาใช้ค้ำประกันสินเชื่อได้เพิ่มเติม แต่ก็ต้องติดตามว่า แนวคิดที่ดีของการออกกฎหมายฉบับนี้จะสามารถแปรเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติจริง คือทำให้ธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะรับหลักประกันเหล่านี้มาใช้พิจารณาในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น สร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ และช่วยให้กระจายสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้มากน้อยแค่ไหน

เนื่องจากแม้จะมีกฎหมายหลักประกัน แต่ภายใต้แรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจที่ยังมีความเสี่ยงเรื่องการฟื้นตัวที่ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งกำลังซื้อของครัวเรือนไทยที่ถูกกดดันจากปัญหาหนี้ ไปจนถึงตลาดส่งออกที่ยังไม่ขยายตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องชั่งใจพอสมควรในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อเพียงเพราะมีกฎหมายหลักประกัน

ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การพิจารณาปล่อยสินเชื่อของธนาคารสิ่งสำคัญอันดับแรกยังคงเป็นการพิจารณาความเป็นไปได้ทางธุรกิจของลูกค้าหรือผู้กู้เป็นหลัก โดย พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ จะเป็นส่วนประกอบที่เพิ่มความสามารถในการชำระเงินคืนของลูกค้าได้ หากธุรกิจฝืดเคืองชั่วคราวก็สามารถนำทรัพย์สินที่มีมาใช้เป็นหลักประกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถาบันการเงินได้ให้ลูกค้าใช้หลักประกันใหม่บางประเภทในกฎหมาย ที่นอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมา ก็เพียงแต่ทำให้หลักประกันที่สถาบันการเงินรับมามีความถูกต้องตามกฎหมาย สามารถระบุการจัดการที่ชัดเจนขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ธนาคารในการปล่อยกู้มากขึ้น

“ทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกันใหม่มีความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเป็นทรัพย์สินประเภทที่เคลื่อนย้ายได้ ทำให้ธนาคารต้องใช้วิธีเชื่อใจลูกค้าไว้ก่อน หากลูกค้าผิดสัญญาก็ยึดหลักดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกันใหม่คงระบุอัตราชัดเจนไม่ได้ ต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน” ปรีดี กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารูปแบบการตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอีของระบบธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง จะพบว่า ปัจจุบันหลายธนาคารมีแคมเปญให้วงเงิน 3 เท่าของหลักประกันอยู่แล้ว ฉะนั้นหลักประกันตามกฎหมายใหม่ จึงแทบไม่มีผลอะไรเลย หากลูกค้ารายนั้นมีกระแสเงินสดที่ดีอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ทั้งนี้ สำหรับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่จะพิจารณาปล่อยสินเชื่อนั้น หลักประกันจะมีความสำคัญ หากลูกค้ารายนั้นมีความเสี่ยงหรือปัจจัยลบบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะกลายเป็นความเสี่ยงหากมีการปล่อยกู้ไป ในกรณีแบบนี้ ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะเรียกหาหลักประกันอื่นๆ จากลูกค้าเพิ่มเติมอยู่แล้ว เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อ ไม่ให้ลูกค้าดังกล่าวกลายเป็นหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและความมั่นคงของธนาคาร

ด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจออกบังคับใช้ และมีสินทรัพย์ตามกฎหมายเพิ่มเติมที่ใช้เป็นหลักประกันได้ ก็ต้องมีการออกเกณฑ์สำหรับใช้ในการจัดชั้นและการกันเงินสำรอง เพื่อให้เกิดความชัดเจนสำหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยลดภาระการกันสำรองให้ธนาคารได้มากพอสมควร

ล่าสุด ธปท.กำหนดเกณฑ์การหักหลักประกันของสินทรัพย์แต่ละประเภท เริ่มจากสินทรัพย์ประเภทกิจการมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท สามารถหักหลักประกันได้ 60% ของราคาประเมิน สินทรัพย์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาหักได้ถึง 90% ของราคาประเมิน สินค้าคงคลังหักได้ 60% ของราคาประเมิน ส่วนสิทธิเรียกร้องลูกหนี้ตามกฎหมาย หากเป็นหน่วยงานราชการ ธปท. กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และรัฐบาลต่างประเทศ สามารถหักหลักประกันได้ถึง 100% ของจำนวนเงิน มีสภาพเช่นเดียวกับเงินฝากและบัญชีเงินฝาก หรือตั๋วสัญญาใช้เงินเลย ส่วนกรณีลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องเป็นธนาคารพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ ให้ธนาคารหักหลักประกันได้ 95% ของวงเงิน และกรณีลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ให้หักได้ 40% ของวงเงิน

แต่แม้ว่า ธปท.จะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า หลักประกันตามกฎหมายใหม่สามารถหักการกันสำรองได้ และมีความชัดเจน แต่ธนาคารพร้อมจะปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีรายใดรายหนึ่งนั้น ก็ยังต้องดูความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบคอบอยู่ดี

เพราะหลักประกันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ขณะที่การพิจารณาหลักยังอยู่ที่รายได้ของกิจการและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพราะไม่มีธนาคารใดที่อยากปล่อยสินเชื่อทั้งที่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้ และพร้อมจะยึดหลักประกันของลูกค้า เช่น สินค้าคงคลัง เพราะยึดมาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรให้เกิดผลประโยชน์ต่อธนาคาร

วิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 อาจไม่มีผลต่อการพิจารณาปล่อยสินเชื่อเท่าใดนัก เนื่องจากทุกวันนี้ธนาคารได้ใช้หลักประกันเสริมที่ไม่ใช่ที่ดินอยู่แล้ว

วิพล ระบุว่า หลักการปล่อยสินเชื่อของธนาคารยังคงยึดถือหลักประกันคงทน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน โรงงาน เป็นหลัก ส่วนหลักประกันที่เป็นสังหาริมทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ตามกฎหมายใหม่ จะเป็นเพียงตัวที่มาช่วยเสริมสภาพคล่อง ทำให้วงเงินที่จะปล่อยตามหลักประกันใหม่คงไม่มาก เพราะหลักประกันที่เคลื่อนย้ายได้นั้น ถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควร

จะเห็นได้ว่า ในหลักการแล้ว พ.ร.บ.หลักประกันฯ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับธุรกิจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วหลักประกันดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำได้เพียงเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ต่อลมหายใจแก่เอสเอ็มอี ในยามที่หลักประกันคงทนไม่เพียงพอ

น่าเสียดายที่กฎหมายดังกล่าวควรจะออกมาตั้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพราะเมื่อมาบังคับใช้ในช่วงนี้ที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัว และสถาบันการเงินกำลังควบคุมคุณภาพหนี้ มีการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ท่ามกลางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็นพีแอลที่พุ่งขึ้นนั้นมาจากกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเป็นหลักเสียด้วย

ดังนั้น พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 คงจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของธนาคารมากกว่าที่จะใช้ช่วยเหลือลูกค้าเก่าที่กำลังขาดสภาพคล่อง ยืดเวลาการเป็นเอ็นพีแอลออกไประยะหนึ่ง

ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีใหม่ที่จะขอสินเชื่อนั้นยังต้องพิสูจน์กันที่ตัวธุรกิจ หาใช่หลักประกันไม่

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69