
เปิด8ประเด็นรื้อพรบ.โรงงาน
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. ... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจะมีการปรับปรุง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ใน 8 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นแรก การเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ รมว.อุตสาหกรรม ให้มีอำนาจกำหนดประเภทของโรงงานตามลักษณะของการประกอบกิจการ เพื่อให้โรงงานบางประเภทไม่ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงานได้ เช่น โรงงานของรัฐ โรงงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการศึกษาวิจัย เพื่อการฝึกอบรม ซึ่งจะเอื้อต่อการให้เกิดโรงงานที่มีประโยชน์การศึกษาการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. ... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบจะมีการปรับปรุง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ใน 8 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นแรก การเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ รมว.อุตสาหกรรม ให้มีอำนาจกำหนดประเภทของโรงงานตามลักษณะของการประกอบกิจการ เพื่อให้โรงงานบางประเภทไม่ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงานได้ เช่น โรงงานของรัฐ โรงงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการศึกษาวิจัย เพื่อการฝึกอบรม ซึ่งจะเอื้อต่อการให้เกิดโรงงานที่มีประโยชน์การศึกษาการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
ประเด็นที่ 2 การแก้ไขนิยามของคำว่าโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน จากเดิมที่โรงงานนั้นคือกิจการที่มีเครื่องจักรตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไป หรือมีพนักงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป ซึ่งเมื่อเข้าข่ายนี้จะต้องขออนุญาตใบประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) แต่ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่โรงงานจะต้องมีเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไปและมีคนงานมากกว่า 50 คนขั้นไป ซึ่งตามนิยามใหม่นี้จะทำให้โรงงานที่เกิดจากกิจการที่เป็นเอสเอ็มอีเกิดได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่การขอใบอนุญาต ร.ง.4 ต้องใช้เวลานานมาก
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โรงงานจำพวกที่ 1 คือ กลุ่มที่มีแรงม้าตั้งแต่ 5-20 แรงม้า มีอยู่ทั้งสิ้น 4.24 หมื่นแห่ง โรงงานจำพวกที่ 2 ซึ่งมีกำลังแรงม้าของเครื่องจักรตั้งแต่ 21-50 แรงม้า มีทั้งสิ้น 1.79 หมื่นแห่ง และโรงงานจำพวกที่ 3 ซึ่งมีกำลังแรงม้าของเครื่องจักรอยู่ 7.8 หมื่นแห่ง หรือรวมแล้วเท่ากับมีโรงงานประมาณ 1.4 แสนแห่ง ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงานในปัจจุบัน แต่หากเป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะมีโรงงานที่อยู่ในกำกับ 63,265 แห่ง
“ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมให้โรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงานด้วยแต่ตามฉบับนี้ 2 กลุ่มแรกจะไปอยู่ภายใต้การดูแลอนุญาตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะมีเพียงจำพวกที่ 3 กำลังแรงม้าตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไปจะอยู่ภายใต้การอนุญาตของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการขอรับใบอนุญาตของผู้ประกอบการโดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายอำนาจการอนุญาตในส่วนโรงงานกำลังแรงม้าตั้งแต่ 50-100 แรงม้า ให้ไปอยู่ในอำนาจของ อปท. และ กรอ.จะอนุญาตเฉพาะโรงงานที่กำลังแรงม้าสูงกว่า 101 แรงม้าขึ้นไป” กอบศักดิ์ กล่าว
ประเด็นที่ 3 จะปรับปรุงการออกใบอนุญาต ร.ง.4 ให้มีความคล่องตัวขึ้น จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องยื่นเอกสารให้พร้อมและผ่านการตรวจสอบอนุมัติก่อน จึงจะดำเนินการตั้งโรงงานได้ แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ให้ยื่นเอกสารครบก็สามารถตั้งโรงงานได้ ส่วนกระบวนการตรวจสอบจะดำเนินการภายหลัง โดยใช้บุคคลที่ 3 หรือ Third Party เข้าไปตรวจสอบ แต่หากเป็นโครงการขนาดใหญ่จะต้องผ่าน EIA และ EHIA ก่อน จึงจะตั้งโรงงานได้
ประเด็นที่ 4 การต่อในอนุญาตตามกฎหมายใหม่เพียงแค่ผู้ประกอบการยื่นขอต่ออายุและชำระค่าธรรมเนียมก็ให้เป็นการต่อใบอนุญาตอัตโนมัติ หลังจากนั้นจึงให้ Third Party เข้าไปตรวจสอบ และผู้ประกอบการจำเป็นต้องรายงานผลการปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่ง Third Party จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้รับรอง และเพื่อเป็นการคุ้มครองสาธารณะ การกำหนดคุณสมบัติผู้ตรวจสอบภายนอกจะต้องออกเป็นกฎกระทรวง
ประเด็นที่ 5 กำหนดให้โรงงานมีการจัดทำการประกันภัยหลักประกันหรือกองทุนสำหรับเยียวยาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงานมากขึ้น เนื่องจากกรณีที่เกิดปัญหากับโรงงานขึ้น เดิมกว่าจะมีการฟ้องร้องกว่าจะได้รับการเยียวยาต้องใช้เวลานานมาก แต่ตามกฎหมายใหม่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับค่าชดเชยอย่างรวดเร็วจากประกันที่ทำไว้แล้วหรือจากกองทุนประจำโรงงาน
ประเด็นที่ 6 ที่มีการแก้ไขคือการเพิ่มบทลงโทษผู้ประกอบการโรงงานที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เดิมมีเพียงโทษปรับและอายุความ 1 ปี แต่จะเพิ่มโทษจำคุกเข้าไปด้วย ซึ่งจะทำให้คดีลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมีอายุความยาวขึ้น ทำให้เจ้าของโรงงานต่างๆ ระมัดระวังการทำความผิดมากขึ้น
ประเด็นที่ 7 การขยายโรงงานบางประเภท เช่น โรงงานที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือลดมลพิษไม่จำเป็นต้องขออนุญาตโรงงาน และประเด็นที่ 8 การกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตโรงงานจากเดิม 1 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท เนื่องจากอัตราเดิมใช้มาเป็นเวลา 24 ปีแล้ว
กอบศักดิ์ ระบุว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งร่างกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาก่อนเสนอ สนช.ต่อไป
“กฎหมายที่มีการแก้ไขใหม่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการออกใบอนุญาตที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเพิ่มความเข้มงวดการกำกับดูแล ผู้ประกอบการจะต้องระวังในการกระทำผิดมากขึ้น ตลอดจนดูแลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโรงงาน” กอบศักดิ์ กล่าว







