เล็งยกระดับกลไกดึงเด็กด้อยโอกาสกลับสู่ห้องเรียน
สสค.เสนอกลไกยกระดับการจัดการศึกษาเพื่อดึงเด็กด้อยโอกาสเข้าสู่ระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ
สสค.เสนอกลไกยกระดับการจัดการศึกษาเพื่อดึงเด็กด้อยโอกาสเข้าสู่ระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ
นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เปิดเผย ว่า บอร์ดสสค. เสนอกลไกยกระดับทักษะการประกอบอาชีพและลดความเหลื่อมล้ำคุณภาพการเรียนรู้ ที่ใช้ข้อมูลในการชี้เป้าหมาย เชื่อมระบบสารสนเทศดึงเด็กด้อยโอกาสคืนสู่ระบบสอดรับนโยบายรัฐ
ทั้งนี้ได้เตรียมพัฒนาแผนงานสร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 4 จังหวัด โดยพบว่าประเทศไทยมีสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาขีดความสามารถกำลังคน ซึ่ง 80% ของกำลังแรงงานไทย 38.6 ล้านคนมีระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันจำกัด และกว่า 55.9 % เป็นแรงงานนอกระบบซึ่งขาดสวัสดิการ และยังมีเยาวชนมากกว่า 60 % ยุติการเรียนในระบบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยวุฒิการศึกษาสูงสุดเฉลี่ยเพียงระดับม.6 หรือปวช. หรือต่ำกว่า กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือและขาดความรู้ในการดูแลสุขภาวะ
นพ.สุภกร กล่าวว่า แผนงานนี้จึงเป็นโมเดลในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรคนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 4 จังหวัดแรก จำนวน 5 หมื่น คน ประกอบด้วย ประชากรวัยเรียน 2 หมื่นคน และวัยแรงงาน 3 หมื่นคน โดยมีมาตรการสำคัญ 4 ข้อดังนี้ 1) การป้องกันการออกจากระบบร่วมกับการพัฒนาทักษะอาชีพตั้งแต่ในระบบและการแนะแนวเพื่อส่งต่อไปสู่สายอาชีพ 2) การทำงานผ่านนายจ้างกลุ่ม SMEs 3) การสร้างสมรรถนะของชุมชนระดับตำบลในการพัฒนาอาชีพที่เหมาะกับสภาพท้องถิ่น และ 4) การสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการและการรณรงค์สำหรับกลไกการพัฒนาในระดับตำบลและระดับจังหวัดเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะประชารัฐและการรณรงค์สื่อสารสาธารณะ
ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสค.กล่าวถึงมติเห็นชอบของคณะกรรมการ สสค.ที่มีมติให้รีบเสนอให้จัดตั้ง ‘สสค.’ ให้เป็นองค์กร เพื่อใช้เป็นกลไกพัฒนายกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ที่สามารถใช้ข้อมูลงานวิจัยเพื่อชี้เป้าหมาย พัฒนาต้นแบบ และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการต่ออย่างยั่งยืน โดยใช้ระบบสารสนเทศในการค้นหาและดึงเด็กเยาวชนด้อยโอกาสคืนสู่ระบบได้อย่างตรงจุดสอดรับกับนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล สสค.จึงเป็นตัวอย่างของการลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลรับเชิงประจักษ์ที่ช่วยเสริมสร้างการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ดี จะเป็นตั้งเป็นหน่วยงานในลักษณะใด หรือสังกัดใดจะเหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทและภารกิจต่อไป ก็ต้องดูในตัวกฎหมายเพื่อให้ออกแบบมาได้รองรับตามเจตนารมย์ โดยเฉพาะในส่วนงบประมาณสนับสนุนที่ยังต้องรอการเข้ารับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
“ขณะนี้การศึกษายังขาดกลไกเชื่อมโยงสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมกำลังคนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ หรือการสนับสนุนทางด้านวิชาการให้กศจ.มีองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ซึ่งเห็นว่าประเทศไทยยังขาดหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่คอยสนับสนุนองค์ความรู้เชิงระบบเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีองค์กรเฝ้าระวัง และมีคนจับตา เชื่อว่า สสค.จะเข้ามาทำหน้าที่สำคัญนี้ให้รัฐบาล เป็นองค์กรอิสระที่เป็นกลาง สามารถทำงานเชื่อมต่อกับองค์กรที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีคุณภาพ และตามมติครม.ก็มอบหมายให้กระทรวงศึกษาเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนการตั้งองค์กร ซึ่งครั้งนี้สำนักงบประมาณก็มีความเห็นตรงกันว่าสสค.เป็นกลไกสำคัญ แต่ยังติดประเด็นปัญหาในเรื่องแหล่งงบประมาณที่ไม่ชัดเจน ทำให้งานที่สสค.ได้รับมอบจากรัฐบาลอาจจะติดขัด จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและต้องขอให้มีการประชุมหารือกับครม.ต่อไป”ศ.สมพงษ์ กล่าว


