
คสช.เตือน"สุเทพ-จตุพร"แสดงความเห็นอยู่ในกรอบกม.
คสช.เตือน "สุเทพ-จตุพร" แสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในกรอบกฎหมาย ยันไม่มีสองมาตรฐาน แจงจับนศ.ปล่อยลูกโป่งเพราะเข้าข่ายกิจกรรมหวังผลการเมือง
คสช.เตือน "สุเทพ-จตุพร" แสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในกรอบกฎหมาย ยันไม่มีสองมาตรฐาน แจงจับนศ.ปล่อยลูกโป่งเพราะเข้าข่ายกิจกรรมหวังผลการเมือง
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แสดงจุเยืนเรื่องการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กว่า หากเป็นการแสดงความเห็น ก็ขออยู่ในกรอบ ให้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยยืนยัน คสช.ไม่สองมาตรฐาน หากพบว่ามีการทำผิดกฎหมาย คสช.จะดำเนินการในบรรทัดฐานเดียวกัน
ส่วนกรณีที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นัดหารือกับแกนนำพรรคการเมืองหาทางออกทำได้หรือไม่นั้น โฆษกคสช.ชี้ยังไม่มีข้อมูลว่า จะเป็นไปในทางลบ หวังทางสร้างสรรค์
ทั้งนี้ คสช.เปิดช่องให้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ แต่ในมุมของ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาด้วยว่า เป็นการทำกิจกรรมทางการเมือง หรือแสดงความคิดเห็น เพราะในบางกรณีก็ใช้การว่ากล่าวตักเตือน
พ.อ.วินธัยกล่าว่า กรณี เจ้าหน้าที่จับกุม นักศึกษา ที่ไปปล่อยลูกโป่งให้กำลังใจเพื่อนนักศึกษานั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า คสช.ไม่ได้ห้ามปล่อยลูกโป่ง แต่เป็นดุลยพินิจเจ้าหน้าที่มองว่าเป็นกิจกรรมหวังผลทางการเมือง หากจะปล่อยไปปล่อยที่บ้านก็ได้ โดยคสช.ยืนยันว่าเปิดช่องแสดงความคิดเห็น แต่ต้องไม่เป็นกิจกรรมทางการเมือง หริอที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฏหมาย และดูที่พฤติกรรม และองค์ประกอบโดยรวม ด้วย
ส่วนการที่มีการมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและในสังคมสูงขึ้น แม้คสช.จะเข้ามา 2 ปีแล้ว แต่ยังปรองดองกันไม่ได้นั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคน เพราะคสช.ได้พยายามสร้างความปรองดอง มาตลอด
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า ความรู้สึกทางการเมือง เป็นธรรมชาติ ในระบอบประชาธิปไตยและเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยที่สังคมไทยกำลังเรียนรู้ แต่อย่างน้อย คสช.ก็ทำให้ พี่น้องประชาชน ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน มากขึ้น ในช่วง 2ปี ที่ คสช.เข้ามา โดยเฉพาะ โครงการประชารัฐ ของรัฐบาล ทำให้ประชาชนมาเจอหน้า มาทำกิจกรรมร่วมกัน มากขึ้น







