
บิ๊กตู่รับเบร็กซิตกระทบส่งออกไทย
“พล.อ.ประยุทธ์” ยอมรับ อังกฤษออกอียู กระทบไทยโดยเฉพาะส่งออก ด้านสภาผู้ส่งออกฯ ชี้ไทยลบ 2%
“พล.อ.ประยุทธ์” ยอมรับ อังกฤษออกอียู กระทบไทยโดยเฉพาะส่งออก ด้านสภาผู้ส่งออกฯ ชี้ไทยลบ 2%
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งขาติ (คสช.) กล่าวกรณีสหราชอาณาจักรมีประชามติให้ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ทางทีมเศรษฐกิจได้หารือถึงผลกระทบมีอะไรบ้าง ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีรายงานชี้แจงออกมาแล้ว ส่วนนโยบายด้านการเงิน เป็นเรื่องของคณะกรรมการนโยบายด้านการเงิน (กนง.) ตนไปแทรกแซงไม่ได้ เพราะเขาเป็นอิสระในด้านการบริหารการเงิน
เมื่อถามว่าจะกระทบส่งออกของไทยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า “มันมีอยู่แล้ว ทำไมถึงจะไม่มี แม้แต่ช่วงที่สหราชอาณาจักรยังไม่แยกออกจากอียู ก็มีผลกระทบอยู่แล้ว ปัญหาวันนี้อยู่ที่ว่าเรามีความพร้อมในการรับมือแล้วหรือยัง มีมาตรการในการลดความเสี่ยงแล้วหรือยัง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเคยมีความพร้อมเหล่านี้หรือไม่ กรณีที่ส่งออกไม่ได้ สินค้าสู้เขาไม่ได้ ราคาสูงกว่า นวัตกรรมใหม่ไม่มี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ทั้งหมด ต้องคิดและแยกแยะให้ออกทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต วันนี้รัฐบาลทำทั้งการแก้ไขของเก่า ทำวันนี้ และเดินไปข้างหน้าอีก 20 ปี ซึ่งมันไม่ง่าย”
ขณะที่นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า หลังจากที่สหราชอาณาจักรมีมติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อจากนี้คือ จะมีมาตรการและผลกระทบอะไรออกมาบ้าง แต่ผลกระทบในระยะสั้นที่เห็นชัดตอนนี้คือ ค่าเงินทั่วโลกที่จะมีความผันผวนมากไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าค่าเงินบาทปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 35 บาทบวกลบต่อเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจโลกที่โตถดถอยอยู่แล้ว เมื่อเจอปัญหานี้เข้าไปก็อาจเกิดความเสี่ยง ที่จะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกเพิ่มมากขึ้น จากเดิมคาดหวังไตรมาส 3-4 จะเริ่มเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่พอเจอ Brexit ก็เชื่อว่าคงมีผลต่อเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงอีก เพราะทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ก็ค้าขายกับอียูมากพอสมควร และเศรษฐกิจไทยก็พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ก็ทำให้ภาพรวมการส่งออกของไทยปีนี้ติดลบ 2% จากเดิมที่คาดว่าจะกลับมาเป็นบวก 1-2% ได้
“ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญ เพราะมีตัวแปรมากทั้งการเมืองและการเงินของโลก และไม่ใช่จะเกิดแค่ในสหราชอาณาจักร แต่จะกระทบวงกว้างทั่วโลก อยู่ที่ว่าอียูสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่นจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าทุกคนช่วยกันก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีได้ แต่ถ้าสกอตแลนด์และไอซ์แลนด์จะขอทำมติออกจากสหราชอาณาจักร หรืออียูออกมาตรการเข้มงวดกับสหราชอาณาจักรก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้” นายนพพร กล่าว
ทั้งนี้ ช่วงดังกล่าวจึงเป็นช่วงที่ผู้ส่งออกมีความเสี่ยง ต้องจับตาดูว่าอียูจะมีมาตรการอะไรออกมา เพราะจะมีผลต่อการแข่งขันการค้าในระยะนี้ที่ต้องทำแบบสัญญาระยะสั้นแทน และมองว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงชะลอตัวไปจนถึงต้นปีหน้า
อย่างไรก็ตาม การจะเห็นการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงนี้คงต้องรอให้ตกผลึกก่อน เพราะไม่เช่นนั้นคงยังไม่เกิดการลงทุนให้เห็นตอนนี้ และภาครัฐต้องกระตุ้นปริมาณความต้องการให้เกิดก่อน ไม่เช่นนั้นพวกผู้ประกอบการหน้าใหม่ (Startup) ที่กำลังตัดสินใจลงทุนในไทยอาจตัดสินใจย้ายออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพกว่าไทยอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามแทน







