
เศรษฐกิจฟื้น แต่ครัวเรือนยังฟุบ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความผันผวนอย่างมากมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายสลับกันตลอดเวลา มีการปรับลดอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กันตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ โดยปัจจัยผันแปรที่ทำให้เศรษฐกิจไทยดูน่าเป็นห่วงคือ การส่งออกที่มีน้ำหนักถึง 60% ในจีดีพีไทย ขยายตัวติดลบ เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนนัก ราคาน้ำมันต่ำดึงให้สินค้าเกษตรในตลาดโภคภัณฑ์โลก ทั้งข้าว ยางพารา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ลดราคาลง อีกทั้งปัญหาภัยแล้งได้ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ การบริโภคของประชาชนก็หดตัวตามไปด้วย ฉะนั้นทุกคนฝากความหวังไว้ที่การลงทุนภาครัฐที่จะมาเป็นพระเอกผลักดันเศรษฐกิจในปีนี้
แต่เมื่อผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว ภาพของเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานผลการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก พบว่าขยายตัวได้ 3.2% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.8% ในไตรมาส 4 ปี 2558 และเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส
การที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวได้ดีมาจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวสูงเกินคาดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่พยายามจะมีเซอร์ไพรส์รายไตรมาสมาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการลงทุนภาคเอกชนเริ่มจะขยับตัวหลังรัฐบาลใช้มาตรการทางภาษีชักจูงให้เอกชนลงทุนในปีนี้
สศช.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีใหม่ จากเดิม 2.8-3.8% หรือเฉลี่ย 3.3% มาเป็น 3 ถึง 3.3% จะเห็นว่าการปรับประมาณการเศรษฐกิจดังกล่าว แม้นักวิเคราะห์ทั้งหลายจะมองว่า สศช.ปรับตัวเลขใหม่ให้สูงเกินจริง ดูไปแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่เพราะต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ซึ่งถือเป็นจุดที่สำคัญเพราะหน่วยงานทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนหลายแห่งออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 3%
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเสริมทันควันว่า มั่นใจภาวะเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะขยายตัวได้สูงกว่า 3.2% และไตรมาส 3 ขยายตัวได้สูงถึง 4% ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 เชื่อว่าจะเติบโตได้สูงกว่า 3% จากปัจจัยเสริมหลายประเด็นที่สำคัญ อาทิ เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลได้เร่งออกมาก่อนหน้านี้จะเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาส 2-3 กว่า 1 แสนล้านบาท
ขณะที่แนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ขยายตัวสูง และการเร่งลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ที่ปีนี้คาดว่าจะเบิกจ่ายเงินลงทุนได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากการให้เอกชนสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ 2 เท่า ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่ม
ปลัดคลัง ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่รอที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่องเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ สศช.เปิดเผยออกมาทันทีเหมือนกันว่า ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มพลิกฟื้นแล้ว โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการใช้จ่ายของภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่างๆ ทำให้เงินเริ่มถึงมือประชาชน การลงทุนภาครัฐเริ่มเดินหน้าได้ การท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น
เศรษฐกิจปีนี้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่เริ่มเข้าสู่ระบบ การท่องเที่ยวขยายตัวดี แต่ยังต้องเฝ้าติดตามการส่งออกเพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยล่าสุดไทยได้จัดอันดับความน่าสนใจเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศเป็นลำดับที่ 21 ของโลก จึงมีแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ธนาคารโลกได้ปรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% ซึ่งเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยยังดีอยู่
ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ปีนี้แล้ว 4 ครั้ง ซึ่งมติออกมาให้คงดอกเบี้ยต่อไปเนื่องจากประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยังฟื้นตัวต่อเนื่องและเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปีตามคาด ในขณะที่ภาวะการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ธปท.เห็นว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ตามคาด แต่การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวในระดับต่ำ
และการส่งออกสินค้ายังคงหดตัวตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลงมากกว่าคาด
ในภาพรวมการท่องเที่ยวที่ดีกว่าคาด ช่วยชดเชยการส่งออกสินค้าที่ปรับลดลง ความกังวลด้านภัยแล้งลดลงและราคาสินค้าเกษตรบางรายการเริ่มปรับดีขึ้นแรงกดดันเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญทางด้านมหภาคนั้น ชี้ไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ซึ่งถือเป็นข่าวดี แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปกลับไม่เป็นเช่นนั้น
แม้เศรษฐกิจมหภาค (Macro Economic) จะดูดีขึ้น แต่ทางด้านเศรษฐกิจรายสาขา และเศรษฐกิจระดับครัวเรือน (Micro Economic) ยังอยู่ในภาวะลุ่มๆ ดอนๆ เพราะการบริโภคในประเทศก็ทรงตัว ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหลายฝ่ายชี้ว่าเป็นปัญหามาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้กำลังบริโภคของประชาชนลดลง
เศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่ยังไม่ดีนั้น เป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากเศรษฐกิจภาพรวมที่แย่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้วยันไตรมาสแรกของปีนี้ เห็นได้จากแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งมีทิศทางที่น่ากังวล
ธปท.รายงานเอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรก มียอดคงค้าง 3.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.99 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม เป็น 2.64% จาก 2.55%
สินเชื่อในช่วงครึ่งปีแรกธนาคารพาณิชย์เลือกปล่อยสินเชื่อเฉพาะบางรายที่มีศักยภาพ สินเชื่อรายย่อยในครึ่งปีแรกยังเติบโตได้ จากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ ที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ซึ่งจบมาตรการไปเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ตัวเลขล่าสุดของการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วง 4 เดือนแรก พบว่า ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง เงินให้สินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 10.4 ล้านล้านบาท ขยายตัวติดลบ 0.63% จากสิ้นปี 2558
ภาพรวมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในครึ่งปีแรกเติบโตน้อยมาก มาจากการบริหารจัดการสภาพคล่องให้สอดคล้องกับการปล่อยสินเชื่อที่ช้าลง จึงไม่เห็นการระดมเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษมากเท่าใดนัก เงินฝากทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ใน 4 เดือนแรก อยู่ที่ระดับ 11.35 ล้านล้านบาท อัตราการเติบโตที่ระดับ 1.34% จากสิ้นปีที่แล้ว
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2559 ว่า สถิติหนี้ครัวเรือนที่กู้ยืมผ่านสถาบันการเงิน ณ สิ้นปี 2558 มีมูลค่า 11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 81.5% ของ จีดีพีเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปลายปี 2557 ขณะที่หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนปี 2558 อยู่ที่ 156,770 บาท ลดลง 2% ต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่เพิ่มขึ้น 10% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนี้สินครัวเรือนในภาพรวมจะลดลง แต่ปรากฏว่าครัวเรือน 8.96 ล้านครัวเรือน หรือ 42% ของครัวเรือนทั้งหมด มีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายและหนี้สิน ขณะที่ครัวเรือนอีก 7.79 ล้านครัวเรือน หรือ 35.1% ของครัวเรือนทั้งหมด มีเงินเหลือจากการใช้จ่ายไม่ถึง 5,000 บาท
“หนี้สินครัวเรือนก้อนใหญ่ โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรกรที่มีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 15% ของหนี้สินครัวเรือนทั้งประเทศ หรือมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน” ปรเมธี กล่าว
บุญทักษ์ หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจรายสาขาจะดีขึ้นได้ต้องให้ภาครวมเศรษฐกิจดีขึ้นก่อน เพราะจะมีการเหลื่อมเวลาที่จะให้นโยบายส่งผลถึงกันประมาณ 6-9 เดือน หากเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 ปลายปีหรือไตรมาสแรกของปีหน้า เอ็นพีแอลก็จะเริ่มลดลง และภาคครัวเรือนจะมีกำลังซื้อดีขึ้น การดูเศรษฐกิจจะต้องไม่ใจร้อน







