posttoday
หยุดแก้ปัญหาปลายเหตุ

หยุดแก้ปัญหาปลายเหตุ

23 มิถุนายน 2559

เอ็นโซโก้ เว็บไซต์โซเชียลคอมเมิร์ซ รายใหญ่จากออสเตรเลีย และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศออสเตรเลีย ประกาศปิดหน่วยธุรกิจทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ปล่อยให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์เคว้งคว้าง

เอ็นโซโก้ เว็บไซต์โซเชียลคอมเมิร์ซ รายใหญ่จากออสเตรเลีย และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศออสเตรเลีย ประกาศปิดหน่วยธุรกิจทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ปล่อยให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์เคว้งคว้าง

และขณะนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดของไทยออกมาช่วยบรรเทาปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคแต่อย่างใด 

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน)  กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)ให้ความเห็นว่า ในประเด็นทางกฎหมาย การตกลงซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์เอ็นโซโก้ ถือเป็นธุรกรรมระหว่างเจ้าของสินค้า/บริการกับผู้บริโภคโดยตรง เมื่อถูกปฏิเสธการใช้คูปอง ประชาชนย่อมมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากเอ็นโซโก้ได้โดยตรง

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เจ้าของสินค้า/บริการไม่สามารถปฏิเสธการใช้คูปองหรือให้บริการแก่ผู้บริโภคที่ซื้อดีลนั้นๆ ได้ ส่วนเจ้าของสินค้า/บริการก็ควรจะดำเนินการทางกฎหมายที่จำเป็นต่อเอ็นโซโก้เพื่อเรียกค่าเสียหายโดยเร็วที่สุด

แต่เราไม่ต้องการเห็นปรากฏการณ์ซื้อสินค้าและบริการแล้วไม่ได้รับของตามสัญญา แล้วไปจบลงกันที่ศาล หรือไปร้องเรียนยังศูนย์รับเรื่องปัญหาร้องเรียนออนไลน์ 1212 หรือสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค 1166 หากไม่ต้องการของแล้วสามารถแจ้งกับธนาคารที่ใช้บัตรเครดิตขอยกเลิกการซื้อสินค้าหรือขอรับบริการภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ซื้อหรือขอรับบริการ หรือภายใน 30 วันนับแต่วันถึงกำหนดการส่งมอบหรือบริการได้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงไปทั้งหมดเอง

กรณีเอ็นโซโก้เกิดขึ้นมา สามารถมองเป็นมุมบวกต่อประเทศไทยได้ เนื่องจากรัฐบาลประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เปลี่ยนกระทรวงไอซีทีเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เร่งผลักดันพร้อมสนับสนุนให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเกิดการลงทุนพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากรและทำการค้าผ่านการทำอี-คอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้น จากปี 2557 ธุรกิจออนไลน์มีมูลค่าสูงถึง 2.03 ล้านล้านบาท และคาดว่าปี 2558 เติบโต 3.65%

แต่ไม่ได้วางรากฐานรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก การที่ไอซีทีอัดงบประมาณสูงถึง 100 ล้านบาท ตั้งศูนย์ร้องเรียนปัญหาออนไลน์ “1212 โอซีซี” แบบวันสต็อปเซอร์วิส ก็ไม่ใช่แนวทางการดูแลหรือคุ้มครองประชาชน ทั้งนี้ในปี 2558 มีการร้องเรียนปัญหาซื้อขายออนไลน์ 592 เรื่อง

เราอยากเห็นการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมอี-คอมเมิร์ซ มีการเติบโตอย่างมั่นคง 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐต้องหามาตรการมาป้องกันการฉ้อโกงหรือการเอารัดเอาเปรียบลูกค้า เช่น หน่วยงานรัฐควรจะคัดกรองผู้ประกอบการออนไลน์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้น เพราะขนาดของตลาดจะใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก จึงไม่ควรปล่อยให้คนที่ต้องการจับเสือมือเปล่า หรือมีเจตนาไม่สุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล่านี้

หากหน่วยงานรัฐยังคงทำงานแบบเดิมๆ มีอะไรก็ให้ประชาชนไปร้องเรียนต่อศูนย์ต่างๆ หรือให้ไปฟ้องร้องกันที่ศาลเอง อาจจะทำให้เป้าหมายของรัฐบาลในการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลอาจไม่บรรลุวัตถุประสงค์ได้ หรือก้าวไปไหนไม่ได้ไกลมากนัก

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่