
ไทยผู้นำภูมิภาค
การประชุมเสวนาการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือซีแอลเอ็มวีที ฟอรั่ม 2559
การประชุมเสวนาการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือซีแอลเอ็มวีที ฟอรั่ม 2559 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ 5 ประเทศ คือ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย เพื่อเป็นเวทีแสดงศักยภาพ ขยายโอกาสสร้างเครือข่ายทางธุรกิจภายในภูมิภาคสู่การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าร่วมกัน เป็นการส่งสัญญาณของไทยในการกลับมาเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้อีกครั้ง
ย้อนไปในยุคการก่อตั้งประชาคมอาเซียนสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีการลงนามปฏิญญากรุงเทพ ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2510 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งในยุคนั้นประเทศไทยถือว่าเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียน เพราะมีความเข้มแข็งทั้งทางทหารและเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค
จากนั้นอาเซียนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีสมาชิกเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 10 ชาติ โดยอีก 5 ชาติ ที่เพิ่มเข้ามา คือ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม บรูไน และเมียนมา มีพื้นที่รวมกันกว่า 4.4 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน คาดการณ์ว่าในปี 2560 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนจะทะลุ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอาเซียนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยคิดเป็นสัดส่วน 26% โดยเฉพาะการค้าชายแดนซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แต่ด้วยสภาพปัญหาต่างๆ ของประเทศไทยโดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน รวมทั้งอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยหลายครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนติดต่อกันหลายปี จนทำให้ประเทศไทยต้อง
สูญเสียความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนไปอย่างสิ้นเชิง
การประชุมซีแอลเอ็มวีที ฟอรั่ม เพื่อร่วมกันแสดงศักยภาพ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการค้าภายในภูมิภาค รวมไปถึงการพัฒนาด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงเป็นการกลับมาทวงความเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้อีกครั้ง ถึงแม้ซีแอลเอ็มวีทีจะมีขนาดพื้นที่เล็กกว่าอาเซียนก็ตาม แต่ก็เป็นการปักธงการเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทนำในระดับเวทีโลกอีกครั้ง
การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมบุคคลระดับผู้นำจาก 5 ชาติ ที่สามารถกำหนดนโยบายด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ผู้นำจากองค์กรรัฐและภาคธุรกิจชั้นนำ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศซีแอลเอ็มวีที มาร่วมระดมความคิดเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาปลดล็อกอุปสรรค เสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาค สานสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ซีแอลเอ็มวีทีเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ของเศรษฐกิจเอเชีย
การริเริ่มซีแอลเอ็มวีทีถือเป็นการดำเนินนโยบายที่สร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ เป็นการยกระดับความสำคัญของทั้ง 5 ประเทศ ให้มีบทบาทบนเวทีโลกมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องรักษาไว้ให้ได้ ก็คือ ความเป็นผู้นำของภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองกับสังคมโลกเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับคนในชาติ ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างให้กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่จ้องกดขี่ประเทศเล็กๆ โดยอ้างเรื่องการค้ามนุษย์และเรื่องอื่นๆ แล้วแต่จะยกขึ้นมาอ้างอย่างไม่ปกติเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีกต่อไป







