
ธุรกิจหลักทรัพย์ปรับตัวช้าไป มีโอกาสไม่รอดหลายราย
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
บริษัทหลักทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงมายาวนานมาก ผู้บริหารต้องคิดตลอดเวลาว่าจะใช้กลยุทธ์อย่างไรถึงจะยังมีที่ยืนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปได้ หากหยุดคิดเมื่อไร หรือคิดออกแล้วแต่ไม่รีบลงมือทำ ผลก็คือ ส่วนแบ่งการตลาดหรือมาร์เก็ตแชร์จะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ
ที่ผ่านมาผู้บริหารใจเย็นได้ เพราะเป็นการแข่งขันกันเองภายในวงการธุรกิจหลักทรัพย์ แต่ในอนาคตจะมีคู่แข่งรายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกจำนวนมากตามการพัฒนาของเทคโนโลยี และจากความต้องการของลูกค้า ทำให้การต่อสู้ดุเดือดมากยิ่งขึ้น หากอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพิงรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือคอมมิชชั่นสูงเกือบ 80% จะมีหลายบริษัทไปต่อไม่ได้แน่นอน
คนในวงการนี้รู้ตัวอยู่เสมอว่าการแข่งขันไม่เคยหยุดนิ่งเลย ทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ (บล.) ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ต้องทุ่มงบลงทุนมหาศาลทั้งทางด้านบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือ ก่อนเปิดเสรี มีการใช้ค่าคอมมิชชั่นในอัตราคงที่ 0.50% ของมูลค่าการซื้อขาย และลดลงมาเหลือ 0.25% ณ ตอนนั้นต้องแข่งขันกันที่ทีมงาน เจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาร์เก็ตติ้งเป็นหัวใจสำคัญในการหารายได้ บริษัทหลักทรัพย์ยินดีจ่ายผลตอบแทนให้มาร์เก็ตติ้งสูงกว่าข้อตกลง ยอมแหกกฎกติกาที่กำหนดไว้ในอัตรา 30% ของค่าคอมมิชชั่นที่แต่ละคนทำได้ บางบริษัทยอมจ่าย 40% แต่ที่มาแรงที่สุด เป็นบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า ที่ยอมทุ่มสุดตัว จ่ายถึง 70% จึงเป็นที่มาของ “มนุษย์ทองคำ” มาร์เก็ตติ้งถูกดึงตัวไปรวมกันอยู่ที่ บล.หยวนต้า จนผลักดันให้มีมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 50% ของทั้งตลาด สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การสั่งพักการทำธุรกิจ บล.หยวนต้าในที่สุด พร้อมวางกติกาใหม่จ่ายผลตอบแทนให้มาร์เก็ตติ้งในอัตรา 27.5%
และเมื่อธุรกิจหลักทรัพย์มีการพัฒนาถึงขั้นเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น ก็ถึงเวลาแย่งชิงลูกค้ากันเกิดขึ้น แต่ละบริษัทต่างคิดหาวิธีในการดึงดูดนักลงทุนโดยเฉพาะรายใหญ่ ยอมลดค่าคอมมิชชั่นลงมาเรื่อยๆ จนมาเหลือ 0.10% บางแห่งเก็บเพียง 0.09% ส่วนหนึ่งเกิดจากมีโบรกเกอร์ใหม่ แถมยังจัดโปรโมชั่น 0% ในระยะแรก นอกจากนั้นยังมีโบรกเกอร์เกิดไอเดียบรรเจิด คิดค่าคอมม์ คงที่ ตกวันละ 3 หมื่นบาท ซื้อขายวันละเท่าไรก็ได้ ไม่มีอั้น เพื่อต้องการกวาดออร์เดอร์ลูกค้ารายใหญ่ให้ได้มากที่สุด สำหรับรายย่อยยังถูกเก็บสูงอยู่ 0.20-0.25% จะจ่ายต่ำกว่านั้นก็ได้แต่ต้องซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
“ตอนนี้ลูกค้าเป็นใหญ่ นักลงทุนรายใหญ่เปิดบัญชีหลายแห่ง และจะเลือกเทรดบ่อยกับบริษัทที่เสนอค่าคอมมิชชั่นต่ำ ส่วนมาร์เก็ตติ้งที่มีออร์เดอร์ในมือก็ยังมีอำนาจต่อรองสูง มีการโยกย้ายค่ายกันบ้าง แต่ไม่มากเท่ากับในช่วงที่ใช้ค่าคอมมิชชั่นคงที่ แต่แรงกระเพื่อมยังจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ประสบปัญหาขาดทุนหลายรายทั้งรายใหม่และรายเดิมที่ทำธุรกิจมานาน”
สำหรับบริษัทที่มีกำไรในทุกสภาวะตลาดก็มี เพราะสามารถปรับตัวได้เร็วและมีโมเดลในการทำธุรกิจชัดเจน
ยกตัวอย่าง กรณี บล.บัวหลวง เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2548 และในปี 2554 ธนาคารกรุงเทพได้ตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืนทั้งหมด เพื่อเพิกถอนหุ้น ออกจากตลาดฯ ในปี 2555 และยังมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนครั้งใหญ่จากที่มีทุนเรียกชำระเพียง 540 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2,160 ล้านบาท รองรับการขยายธุรกิจครั้งใหญ่ การถือหุ้นมากถึง 99.89% ทำให้ธนาคารกรุงเทพสามารถใช้ บล.บัวหลวง เป็นมือไม้ในการต่อยอดธุรกิจและให้บริการลูกค้าแบงก์ได้ครบวงจร นั่นหมายความว่าทั้งแบงก์และ บล.บัวหลวง จะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นมาก
ธนาคารกรุงเทพตัดสินใจถูกต้องแล้ว เห็นได้จาก บล.บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าแบงก์หลายราย ทั้งการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ดีลที่เพิ่งสำเร็จคือการเพิ่มทุนจดทะเบียนให้กับบริษัท บ้านปู มูลค่าถึง 6,455 ล้านบาท ทั้งนี้ตลาดคิดค่าธรรมเนียมในการระดมทุนในช่วง 1.5-5% แล้วแต่ดีลยากหรือง่าย นอกจากนั้นยังมีรายได้การนำหุ้นขนาดใหญ่เข้าตลาด หลักทรัพย์ และการซื้อขายหุ้นล็อตใหญ่ขณะที่ บล.บัวหลวง ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง มีการพัฒนาระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและให้ความรู้ เชื่อว่า บล.บัวหลวง จะเติบโตได้ด้วยดี
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งปรับตัว เป็นโฮลดิ้งเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการหารายได้อื่นๆ นอกจากค่าคอมมิชชั่น หลายบริษัทเน้นทำธุรกิจที่ถนัดและสามารถแข่งขันได้ ล่าสุด บล.คันทรี่ กรุ๊ป ตัดสินใจขายพอร์ตลูกค้ารายย่อยรวมถึงโอนย้ายมาร์เก็ตติ้งให้กับ บล.หยวนต้า หลังจากไม่สามารถปั้นธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้มากกว่านี้แล้ว ก็ต้องทำตัวให้เล็กลงเพื่อลดต้นทุน ซึ่งผู้บริหารมั่นใจว่าจะนำพากิจการไปรอดได้ ส่วน บล.เคเคเทรด ก็ถูกขายให้หยวนต้า
แต่ก็ยังเห็นบริษัทหลายแห่งปรับตัวได้ช้ามาก เห็นได้จากไม่สามารถให้บริการอื่นๆ ได้และมาร์เก็ตแชร์น้อยลงด้วย ทำให้ขาดทุนในปี 2558 ต่อเนื่องถึงปีนี้ เชื่อว่าเมื่อฟินเทคเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โบรกเกอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 39 บริษัทต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง ทั้งทางด้านความเป็นเจ้าของ รวมถึงธุรกิจที่ลดขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะการเปลี่ยนแปลงรอบนี้มาแรงและเร็วอย่างคาดไม่ถึง!!!







