
ประชามติโปร่งใส ต้องให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบ
การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เวลานี้ร้อนฉ่า ทำท่าจะบานปลาย กลายเป็นประเด็นก่อให้เกิดความขัดแย้ง เขย่าการทำประชามติขึ้นมาทันที อันเนื่องมาจากผู้ทรงอำนาจตัวจริงของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ที่ได้ประกาศกร้าว ไม่ยอมให้กลุ่ม นปช.จัดตั้งศูนย์ดังกล่าว พร้อมขู่จะใช้กฎหมายดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดหากยังดื้อดึง
การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เวลานี้ร้อนฉ่า ทำท่าจะบานปลาย กลายเป็นประเด็นก่อให้เกิดความขัดแย้ง เขย่าการทำประชามติขึ้นมาทันที อันเนื่องมาจากผู้ทรงอำนาจตัวจริงของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ที่ได้ประกาศกร้าว ไม่ยอมให้กลุ่ม นปช.จัดตั้งศูนย์ดังกล่าว พร้อมขู่จะใช้กฎหมายดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดหากยังดื้อดึง
เหตุผลที่ พล.อ.ประวิตร สั่งห้ามตั้งศูนย์ปราบโกง เพราะมีหน่วยงานอื่นทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการลงประชามติให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงไม่จำเป็นต้องตั้งศูนย์อะไรขึ้นมา ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้น อีกทั้งยังห่วงจะเป็นการสร้างความขัดแย้งมากกว่า เพราะกลุ่ม นปช.ไม่เป็นกลางทางการเมือง และยังประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย
ลึกไปกว่านั้น คนวงใน คสช.ประเมินว่า นี่เป็นเกมป่วนที่ นปช.สร้างขึ้นบังหน้า แท้จริงแล้วเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้เป็นเวทีในการปลุกระดมคนเสื้อแดงให้กลับมาฮึกเหิม สะสมกำลัง หวังดิสเครดิต คสช.ทำนองไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการประชามติให้ราบรื่นได้ และอาจนำไปสู่การต่อต้านขับไล่ คสช.ในอนาคตได้ หากร่างรัฐธรรมนูญ
ไม่ผ่าน
งานนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ยืนกระต่ายขาเดียว ลุยเดินหน้าตั้งศูนย์ปราบโกงให้จงได้ เพื่อต้องการให้การทำประชามติเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่เกรงกลัวคุก โดยอ้างถึงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นกำบัง ที่บอกว่า อยากตั้งก็ตั้งไป แต่อย่าทำให้ผิดกฎหมาย อะไรที่ผิดกฎหมายก็อย่าทำ หากรวมกลุ่มกันทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดี เพื่อหักล้างคำเตือนของ พล.อ.ประวิตร
แม้เรื่องนี้ยังไม่มีการเผชิญหน้ากัน แต่หากยังไม่ยอมลดราวาศอกโอกาสก่อเกิดกรณีน้ำผึ้งหยดเดียวก็เป็นได้
ความจริงเรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.นั้น เห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า หากใครจะตั้งก็ตั้งไป แต่ต้องไม่กระทำผิดกฎหมาย ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ซึ่งไม่เห็นจะต้องไปวิตกอะไรกันเกินเหตุ เพราะในทางกลับกัน จะเป็นการดีด้วยซ้ำไปที่จะมีกลุ่มองค์กรมาช่วยกันสอดส่องให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาจะได้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งชาติและนานาประเทศ
เรื่องนี้ถือเป็นความใจกว้างของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย จนอาจทำให้เรื่องบานปลายออกไป เพราะการตั้งศูนย์ปราบโกงของกลุ่ม นปช. ลึกๆ แล้วเพราะกลัว คสช.จะโกงประชามติเพื่อให้รัฐธรรมนูญผ่าน จึงต้องการถ่วงดุล ซึ่ง คสช.ควรใช้โอกาสนี้เคลียร์ประเด็นดังกล่าวเสีย และถ้ามองให้ลึกลงไป จะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้กลุ่ม นปช.อ้างเหตุออกมาเคลื่อนไหวไม่ยอมรับผลการทำประชามติภายหลัง
นอกจากนี้ ยังมีผลดีต่อ คสช.ที่จะได้ถือโอกาสลบภาพลักษณ์ ข้อครหา การใช้อำนาจลิดรอนสิทธิของประชาชนในการแสดงความเห็นเรื่องการลงประชามติได้อีก
อย่างไรก็ตาม ถ้า คสช.ห่วงเรื่องการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดง ด้วยเกรงว่าจะเป็นการสะสมกำลังไว้ชน คสช.ในอนาคต ยิ่งไม่เป็นเหตุผล เพราะทุกวันนี้คนเสื้อแดงก็มีการพบปะกันอยู่ตลอดเวลา รวมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ลงพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นระยะๆ ครั้นจะมากังวลเรื่องการรวมตัวกันตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติคงไม่ใช่สาระสำคัญอะไร
ทางที่ดี กกต.และ คสช.ควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เชิญพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และอาสาสมัคร ภาคเอกชนมาร่วมกันรณรงค์ให้คนมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด และทำให้การลงประชามติเป็นไปด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เพราะลำพังแค่จัดเจ้าหน้าที่รัฐ หรือรอให้คนร้องเรียนผ่านแอพพลิเคชั่นตาสับปะรดคงจะไม่เพียงพอ
ทั้งหมดนี้จะเป็นบททดสอบได้เป็นอย่างดีว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปที่ คสช.ได้วางไว้จะเป็นไปด้วยความราบรื่นหรือไม่
ทั้งนี้ถ้ายังมองกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามในแง่ร้าย หรืออยู่บนพื้นฐานความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะยิ่งทำให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้
ที่สำคัญไปกว่านั้น การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย ดังนั้น กกต.ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการทำหน้าที่จัดให้มีการลงประชามติ ต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด และควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แสดงความเห็นได้อย่างเท่าเทียมเสรี ตามหลักการทำประชามติทั่วโลก เพื่อที่จะสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนไปหย่อนบัตรลงคะแนน
ขณะเดียวกันขอให้ทุกฝ่ายเลิกมีอคติต่อกันเพื่อจับมือร่วมกันนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะยิ่งล้าหลังกว่าใครเพื่่อนในกลุ่มอาเซียน ยิ่งจะทำให้ยากเกินแก้ไข







