
ภาษีน้ำหวาน : ลดน้ำตาลได้มากเพียงใด
โดย...ดร.ชญาดา ภัทราคม
โดย...ดร.ชญาดา ภัทราคม
ถึงแม้ทุกวันนี้กระแสรักสุขภาพกำลังมาแรง ทุกคนตื่นตัวให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหารมากขึ้น แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแนวโน้มของคนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนนั้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า อัตราของคนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน (BMI ≥ 25) เติบโตขึ้นจาก 17.2% เป็น 34.7% ขณะที่อัตราของคนไทยที่เป็นโรคอ้วน (BMI ≥ 30) เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า โดยคนไทยที่มีภาวะอ้วนนั้นจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบในคนที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและภาคกลางมากกว่าพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ของประเทศ
จากสถิติข้างต้นทำให้ทุกฝ่ายต้องตระหนักและหาทางแก้ไข แนวทางหนึ่งที่นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อสุขภาพในการแก้ปัญหาสภาวะโรคอ้วน ก็คือ การลดบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูงโดยเฉพาะน้ำตาลที่เราบริโภคโดยตรง หรือที่เรียกว่า “Added Sugar” เนื่องจากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และในปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยคนละ 16 ช้อนชา/วัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดถึง 3 เท่า
มาตรการที่รัฐบาลในหลายประเทศนิยมใช้ในการลดการบริโภคน้ำตาลเกิน ก็คือ การขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งในกรณีของประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มีมติเสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยเสนอให้เก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาล
กล่าวคือจัดเก็บในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีกสำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาล 6-10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร และจัดเก็บในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีกสำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะประสบความสำเร็จในการปรับพฤติกรรมให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวาน ซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและเบาหวานในระยะยาวได้หรือไม่
ก่อนหน้านี้ มีผลการศึกษาทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารบางประเภท รวมถึงน้ำตาลนั้น มีพื้นฐานภายใต้แนวคิดความเคยชินในการบริโภค (Habit Formation) นั่นหมายถึงการสะสมนิสัยเคยชินของการบริโภคในอดีต ส่งผลให้มีการบริโภคสินค้านั้นในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าเราต้องการศึกษาผลกระทบของการจัดเก็บภาษีในสินค้าที่อยู่ภายใต้แนวคิดนี้ เราควรต้องศึกษาโดยวิเคราะห์จากอุปสงค์เชิงพลวัต (Dynamic Demand)
จากงานวิจัยของผู้เขียนขณะศึกษาระดับปริญญาเอก พบว่า พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงของคนไทยนั้นอยู่ภายใต้พื้นฐานความเคยชินในการบริโภค พฤติกรรมเคยชินกับการบริโภคในอดีตส่งผลให้มีอัตราการบริโภคน้ำหวานที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงและคนที่อาศัยในสังคมเมือง
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้มากขึ้นจะมีแนวโน้มที่จะบริโภคน้ำหวานมากขึ้น ขณะที่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นส่งผลให้มีการบริโภคน้ำหวานลดลง ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Price Elasticity) ในการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของคนไทยจากงานวิจัยนี้เท่ากับ -0.776
นั่นหมายความว่า ถ้าราคาของสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น 1% ปริมาณความต้องการซื้อในสินค้าชนิดนั้นจะลดลงประมาณ 0.78% หรือน้อยกว่าสัดส่วนของราคาที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่ม พบว่า กลุ่มที่มีรายได้สูงและกลุ่มที่อาศัยในสังคมเมืองนั้นมีค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาในการบริโภคน้ำหวานเพียง -0.385 และ -0.73 ตามลำดับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากลุ่มที่บริโภคน้ำหวานภายใต้พฤติกรรมความเคยชินนั้น จะมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาค่อนข้างต่ำ
ฉะนั้น หากสมมติว่ามีการปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลโดยทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 20% งานวิจัยนี้พบว่าการบริโภคน้ำตาลของคนไทยจะลดลงเฉลี่ยวันละ 2.122 กรัม หรือเทียบเท่า 8.842% ของระดับน้ำตาลที่แนะนำให้การบริโภคต่อวันสำหรับกรณีการเก็บภาษีระยะสั้น
ในกรณีการเก็บภาษีระยะยาว (หมายความว่า พฤติกรรมการบริโภคค่อยๆ ปรับเปลี่ยน) พบว่า การบริโภคน้ำตาลต่อวันจะลดลง 2.562 กรัม หรือเท่ากับ 10.678% ของระดับน้ำตาลที่แนะนำต่อวัน
จากการศึกษาข้างต้น จึงเป็นข้อควรพิจารณาว่า การขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลนั้นตอบโจทย์ในการควบคุมการบริโภคน้ำตาลที่เกินขนาดของคนไทยหรือไม่ วิธีนี้อาจไม่ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานและไม่สามารถลดต้นทุนรายจ่ายด้านสวัสดิการภาครัฐในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะโรคอ้วนและเบาหวานในระยะยาวได้อย่างแท้จริง เพราะจะเห็นได้ว่ากลุ่มที่บริโภคน้ำหวานภายใต้พฤติกรรมความเคยชิน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มหลักที่ควรพิจารณานั้นยังมีการตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของราคาค่อนข้างน้อย และโดยรวมนโยบายนี้จะลดการบริโภคน้ำตาลต่อวันของคนไทยไม่ได้สูงมากอย่างที่คาดไว้
ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า การปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงนั้นรัฐจะประสบความสำเร็จได้รายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้น แต่ไม่อาจควบคุมการบริโภคน้ำตาลที่เกินขนาดของคนไทยได้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคภายใต้ความเคยชินนั้นทำได้ยาก ต้องใช้เวลา และอาจต้องหาวิธีอื่นมาช่วยสนับสนุนด้วย
ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลมีรายได้จากภาษีนี้เพิ่มขึ้น จึงควรนำรายได้จากการปรับขึ้นภาษีมาพัฒนาโครงการหรือจัดอบรมให้ความรู้ประชาชน เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและดูแลสุขภาพตนเองในระยะยาว







