ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!
ศูนย์ปราบโกงติดตามการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของ นปช. ส่อเค้าสะดุด หลัง พล.อ.ประวิตร ประกาศชัดไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ศูนย์ปราบโกงติดตามการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่อเค้าสะดุด หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศชัดไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ เพราะมีหน่วยงานภาครัฐดำเนินการอยู่แล้ว
“ผมไม่ให้เดิน พอแล้ว หยุดเถอะ ผมขอร้อง ไม่เอา หากยังเดินหน้าต่อ ผมก็หามาตรการทางกฎหมายดำเนินการ ไปดูว่าผิดอะไรหรือไม่ หากผิดว่าไปตามนั้น แต่ตอนนี้ผมขอร้องก่อน หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยไหม”
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คสช.ยังส่งสัญญาณไฟเขียวเปิดทางให้ นปช.จัดตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ได้ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอง ก็ยังเห็นดีเห็นงามกับการมีหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการออกเสียงประชามติที่จะช่วยสร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับการออกเสียงประชามติ
ส่วนหนึ่งเพราะหากประเมินศักยภาพของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่รองรับตามกฎหมาย การเคลื่อนไหวย่อมทำได้เพียงแค่สังเกตการณ์หากพบความผิดปกติก็ส่งเรื่องร้องเรียนต่อไปให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินต่อไป
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ คสช.ต้องกังวลใจถึงขั้นต้องหาทางสกัดการตั้งศูนย์ แถมในทางปฏิบัติการสกัดย่อมส่งผลเสียหายมากกว่าปล่อยให้ดำเนินการตามกรอบที่ควรจะเป็น
อีกทั้งด้วยต้นทุนของ นปช. การตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ในช่วงนี้ ย่อมหนีไม่พ้นถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวพันโยงใยกับการเมืองมากกว่าต้องการจะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความโปร่งใส
ไม่แปลกที่จะเห็น นปช.ถูกย้อนกลับว่าหลายเรื่องทุจริตที่เกิดชัดเจนตั้งแต่ช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำไมถึงไม่เข้าไปตรวจสอบ แต่จำเพาะต้องมาเกาะติดจับโกงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ปัญหาอยู่ตรงท่าทีล่าสุดของ นปช.รุกขยับไปอีกก้าว ด้วยการดึงต่างชาติ ทั้งองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงสถานทูตต่างประเทศในไทย เข้ามาสังเกตการณ์ศูนย์ปราบโกงฯ ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ดึงต่างชาติมาร่วมกดดัน คสช.
การออกโรงของ พล.อ.ประวิตร รอบนี้ต้องเรียกว่าเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” สกัดไม่ให้ นปช. ดึงองค์กรนานาชาติเข้ามาเป็นกองหนุนที่จะทำให้ คสช.ขาดความคล่องตัว
ดังจะเห็นจากคำอธิบายของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ “ทำไมต้องเอาใครเข้ามาวุ่นวาย อีกทั้งยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ กกต.ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนตัวดูแลเรื่องความมั่นคงในประเทศ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าผมจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายที่ได้วางไว้”
แต่การเลือกใช้วิธีปิดกั้นการเคลื่อนไหวของ นปช.เช่นนี้ อีกด้านหนึ่งย่อมสุ่มเสี่ยงจะเกิดแรงกระเพื่อมต่อต้านการปิดกั้นการเคลื่อนไหว แถมอาจบานปลายกลายเป็นชนวนที่ปลุกให้แนวต้านผนึกกำลังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.มากขึ้น
ยิ่งการออกตัวตีตนไปก่อนไข้ ปิดทางการตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ย่อมทำให้บางกลุ่ม บางพวก เคลือบแคลงว่า การลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทำความเข้าใจกับประชาชนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
ยังไม่รวมกระแสข่าว กกต.เตรียมขอให้พื้นที่ค่ายทหารชี้แจงทำความเข้าใจการลงประชามติ ที่อาจจะยิ่งทำให้การออกเสียงประชามติถูกถล่มในอนาคตว่ามีความพยายามล็อบบี้ หรือชี้นำจาก คสช. เพื่อผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงปลายทางให้ได้
ประเด็นเรื่องการปิดศูนย์ปราบโกงฯ จึงถือเป็นเรื่องที่เปราะบาง ที่สำคัญยังถูกเชื่อมโยงไปยังความพยายามปิดพีซทีวีรอบสอง ซึ่ง กสท.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง
จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มองว่าปัญหาเล่นงานปิดพีซทีวี เพราะต้องการจัดการกับศูนย์ปราบโกงฯ ตามทฤษฎีจับพ่อไม่ได้ต้องขังลูกเมียไว้
“การปิดพีซทีวีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2558 อาจทำให้ดีใจว่าไม่เกิดเรื่องขึ้น แต่วันที่ 13 มิ.ย. 2559 คิดแบบเดิมอีก ต้องดูว่าสุดท้ายใครจะหัวซุกหัวซุนกัน”
ท่าทีของ จตุพร รอบนี้ยิ่งต้องทำให้ คสช.ต้องคิดหนักขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง เพราะอย่าลืมว่าการใช้อำนาจที่เข้มงวดและต่อเนื่องนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาวการใช้ยาแรงจัดการแบบเบ็ดเสร็จอาจยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นได้


