"ประชามติ"ล้มยาก
ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติถือเป็นมาตรการสร้างความชอบธรรมและสร้างการยอมรับให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางสู่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีอันต้องสั่นคลอนอีกครั้ง
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เสนอให้พิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มาตรา 61 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกินความจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 4 หรือไม่
ถึงขั้นที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องออกมาดักคอว่าเป็นแผนล้มประชามติหรือไม่ แถมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีให้ชัด
ทว่าในทางปฏิบัติ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร คงยากที่จะส่งผลถึงขั้นทำให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญต้องล้มเลิกซึ่งจะพานทำให้ทุกอย่างต้องสะดุดตามไปด้วย
แม้แต่ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ประชามติฯ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็คงไม่มีผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นทำให้การออกเสียงประชามติต้องล้มไป เพราะยังมีทางออกอีกหลายทางที่พอจะขยับขยายไม่ให้ทุกอย่างมีปัญหา เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือรัฐบาล คสช.
สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระบุว่าต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณาอย่างไร ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันจะเอาอย่างไร ถ้าศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเลื่อนการทำประชามติออกไป และหากศาลพิจารณาทันก่อนวันที่ 7 ส.ค. ในกรณีถ้าผิดก็ต้องหยุด ถ้าไม่ผิดก็ทำต่อ
ไม่ต่างจาก พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อธิบายว่า พ.ร.บ.ประชามติยังมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณาก็ตาม และเชื่อว่ากระบวนการออกเสียงประชามติจะเดินหน้าตามโรดแมปต่อไปแน่นอน ไม่มีอะไรต้องหยุด
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร ทั้ง คสช. หรือ สนช. เพราะในความเป็นจริงการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ สามารถเร่งรัดกระบวนการให้เสร็จได้อย่างรวดเร็วไม่กระทบทันกรอบเวลาวันที่ 7 ส.ค.ได้ไม่ยาก หรือหากล่าช้ากว่ากำหนด ก็อาจใช้วิธีหาทางเลื่อนวันออกเสียงลงประชามติ ที่จะดีกว่าการยกเลิก
ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติถือเป็นมาตรการสร้างความชอบธรรมและสร้างการยอมรับให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรเสีย คสช. ต้องพยายามผลักดันให้การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นให้ได้
เว้นเสียแต่ว่าจะมีปัจจัยที่ประเมินแล้วเห็นว่าจะเกิดผลเสียมากกว่า ถึงจะยอมปล่อยให้การทำประชามติต้องถูกยกเลิก เพราะรู้ดีว่าการล้มประชามติย่อมสร้างแรงกระเพื่อม และทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งยากลำบากและมีปัญหามากยิ่งขึ้น
หากประเมินเสียงแล้วเวลานี้เสียงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ดูจะถูกสะกดไว้ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวด ทำให้แนวโน้มที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติรอบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่กลุ่มต้านกลุ่มค้านลึกๆ แล้วก็ไม่อยากไปเสี่ยงกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาหน้าตาอย่างไร
รวมทั้งฝั่งคนการเมืองที่เฝ้านับวันรอกลับคืนสู่ระบบปกติ หากการเลือกตั้งต้องทอดเวลานานออกไปเพียงเพราะการทำประชามติล้มย่อมไม่เป็นผลที่ต้องการของฝ่ายการเมือง ยิ่งหากประเมินแล้วว่าเลือกตั้งระบบใหม่นี้แทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากฐานเสียงเดิมเท่าไหร่นัก การเร่งให้ทุกอย่างเดินกลับเข้าสู่ระบบปกติย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ดังนั้น สาเหตุเดียวที่จะล้มประชามติได้คือความขัดแย้งที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า ถ้าตีกันจนทำประชามติไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าตีกันแล้วทำประชามติต่อได้ก็ทำได้ แต่ถึงขั้นเอาระเบิดเอาปืนมายิงกัน ก็ทำประชามติไม่ได้ เหมือนที่ผ่านมาจะให้ไปหยุดทุกคนที่ตีกันทั้งหมดก็ไม่ใช่
ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์เวลานี้ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าจะติดตามดูกิจกรรมต่างๆ ว่ามีอะไรที่ขัด พ.ร.บ.หรือไม่ เพราะเป็นช่วงใกล้ถึงวันลงประชามติ ซึ่งจะมีบุคคล กลุ่มบุคคล พรรคการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ถ้าเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายสามารถทำได้ แต่ถ้าละเมิดเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย
ที่สำคัญ สมช.ยังออกมาแสดงความห่วงใยเรื่องกลุ่มจ้องป่วนผสมโรง ถึงขั้นประกาศจับตามองอย่างละเอียดและใกล้ชิด ความเป็นไปได้ที่ คสช.และ สมช.จะปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายหรือบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรง จึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นโอกาสที่ประชามติจะล้มเพราะเหตุผลความรุนแรงย่อมเป็นไปได้ยาก


