
ปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 และเปิดซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เม.ย. 2518 ที่ผ่านมา ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์จึงมีแต่กฎหมาย แต่ไม่มีเจ้าของ
ตลาดหลักทรัพย์ ก็เหมือนธุรกิจทั่วๆ ไปที่มีการแข่งขันกันรุนแรง ทำให้ตลาดหลักทรัพย์หลายประเทศต้องแปรรูป รวมถึงการดึงตลาดหลักทรัพย์อื่นมาร่วมถือหุ้นด้วย และการควบรวมกิจการเกิดขึ้น ตอนนี้มีเพียงประเทศไทยและอินโดนีเชียเท่านั้นที่ยังไม่แปรรูป ส่วนมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ดำเนินการมานานแล้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน รองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและรุนแรงมาก
ขณะนี้การแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกนำมาปัดฝุ่นขึ้นมาคุยอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากหายเงียบไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ในยุคที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น รมว.คลัง ได้สั่งการให้ล้มเลิกการเดินหน้าการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ แม้ว่าในขณะนั้นทางตลาดหลักทรัพย์โดยคณะกรรมการและคณะทำงานได้มีการว่าจ้างบริษัท เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) หรือบีซีจี ทำการศึกษารูปแบบแนวทางในการแปรรูป รวมถึงการแปรรูปเงินกองทุนตั้งต้นในการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์เป็นองค์กรพิเศษภายใต้กฎหมายพิเศษที่มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เงินกองทุนมีมูลค่าสูงกว่า 2.33 หมื่นล้านบาท เพิ่มตามขนาดของตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้นมาแตะระดับ 13.66 ล้านล้านบาท หรือกว่า 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
รายละเอียดที่บีซีจีทำการศึกษานั้น ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก คือ 1.กลยุทธ์แผนการดำเนินงานในอนาคต 2.โครงสร้างผู้ถือหุ้น 3.โครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และ 4.การที่จะทำให้ 3 เรื่องข้างต้นบรรลุเป้าหมายจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี 2551 ก่อนที่จะสะดุดและล้มเลิกไปในที่สุด
การหยิบยกเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน มีอยู่ไม่กี่ประเด็น อาทิ ตลาดทุนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และไร้พรมแดน บริษัทที่มีขนาดใหญ่ มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี สามารถไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นประเทศไหนก็ได้ เพื่อความคล่องตัว
เสียงส่วนใหญ่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักและเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเจ้าของที่เป็นตัวเป็นตนที่แน่นอน
การเป็นองค์กรพิเศษที่มีตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และบริษัทสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฝ่ายละ 5 คน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ก็ทำหน้าที่ใน 2 บทบาท คือ ทั้งทำธุรกิจและทำหน้าที่ในการพัฒนาตลาดด้วย แข่งขันกับตลาดหุ้นอื่นไม่ได้หรอก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกบทบาทและการทำหน้าที่ให้ชัดเจน ให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง
เราเห็นด้วยเรื่องตลาดหลักทรัพย์ควรจะต้องปฏิรูปอย่างรวดเร็ว หากยังคงปล่อยให้ทำธุรกิจ และพัฒนาคุณภาพของนักลงทุน และบริษัทจดทะเบียนไปพร้อมกันแล้ว คงไม่สามารถไปต่อสู้หรือแข่งขันกับตลาดหุ้นที่ไหนได้หรอก
แต่ไม่แน่ใจว่าการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เพื่อจะได้มีเจ้าของที่เป็นตัวเป็นตนแน่นอนนั้นจำเป็นหรือไม่ ถ้าหากยังคงเดินหน้าแปรรูปกันต่อไป จะทำอย่างไรให้เป็นธรรม ในเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการจัดสรรหุ้น รวมถึงการใช้ประโยชน์ของเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาตลาดมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท คงไม่มีใครต้องการให้กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ แต่ถ้าจะยกหุ้นส่วนใหญ่ให้แก่โบรกเกอร์นั้นเหมาะสมหรือไม่ และมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการนำหุ้นไปขายทำกำไรในอนาคต







