posttoday

ไทยลงนามสัตยาบัน อนุสัญญาคุ้มครองแรงงานทางทะเล

09 มิถุนายน 2559

โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์

โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์

กฎระเบียบว่าด้วยการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู (Illegal, Unreported and Unregulated Finishing) ที่เป็นชนักปักหลังธุรกิจประมงของไทยอยู่ในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง เรือจำนวนมากต้องจอดนิ่งในน่านน้ำไทย ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งธุรกิจห้องเย็น โรงงานปลาป่นได้รับผลกระทบ การส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปลดลง โดยข้อมูลจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ระบุว่า การส่งออกสินค้ากุ้ง ปลาหมึก และปลาของไทยไปยังสภาพยุโรปในปี 2558 ลดลง 53% 19% และ 24%

ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางที่จะปลดล็อกประเทศไทยจากไอยูยู โดยมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยระดมบุคลากรจากทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาช่วยกันแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและในเวทีโลก โดยเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ก็ได้ลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 (Maritime Labour Convention) หรือ MLC ต่อองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) หรือ ILO ณ สำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมี Guy Rider ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศเป็นผู้รับมอบ ซึ่งอนุสัญญานี้จะมีผลบังคับใช้หลังจากนี้อีก 1 ปี

อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล หรือ MLC มีบทบัญญัติที่ให้สิทธิรัฐสมาชิกองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล  สามารถพิจารณาขึ้นตรวจสภาพความเป็นอยู่และสภาพการทำงานของคนประจำเรือบนเรือเดินทะเลของรัฐสมาชิกองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่มาเทียบท่าของประเทศตัวเองได้ว่าปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานแรงงานทางทะเลหรือไม่ แม้ว่ารัฐสมาชิกนั้นจะยังไม่ได้ให้สัตยาบันก็ตาม ซึ่งจะส่งผลให้เรือดังกล่าวต้องเสียเวลาในการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือแห่งนั้น และส่งผลกระทบต่อกำหนดเวลาในการส่งสินค้าไปยังท่าเรือถัดไป

แต่หากเป็นเรือของรัฐสมาชิกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลแล้ว อนุสัญญากำหนดให้รัฐเจ้าท่าต้องใช้ระบบการตรวจเอกสาร (ใบรับรองมาตรฐานแรงงานทางทะเล) กับเรือดังกล่าว ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ส่งผลต่อเวลาการขนส่งสินค้า เว้นเสียแต่มีเหตุอันเชื่อได้อย่างชัดเจนว่าเรือนั้นได้กระทำการละเมิดมาตรฐานแรงงานทางทะเล รัฐเจ้าท่าจึงจะสามารถใช้สิทธิขึ้นตรวจเรือได้

ตรงกันข้ามหากรัฐเจ้าท่าใช้สิทธิขึ้นตรวจเรือของรัฐที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลโดยไม่มีเหตุอันควร จนทำให้เกิดความเสียหาย เจ้าของเรือมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐเจ้าท่านั้นได้ นอกจากนั้นอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลยังมีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่คนประจำเรืออย่างครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงื่อนไขการจ้างงาน สภาพการทำงานบนเรือเดินทะเล
และสภาพความเป็นอยู่บนเรือเดินทะเล

ดังนั้น การให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลจึงไม่เพียงแต่จะยกระดับการคุ้มครองแรงงานของลูกจ้างหรือคนประจำเรือบนเรือเดินทะเลของไทยแล้ว ยังช่วยลดอุปสรรคในการเดินเรือพาณิชย์ของนายจ้างหรือเจ้าของเรือและช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้สัตยาบันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเจ้าของเรือ คนประจำเรือ และรัฐบาลไทย โดยในส่วนของเจ้าของเรือจะมีความเชื่อมั่นในการนำเรือเดินทะเลไปเทียบท่ายังประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาแล้ว เนื่องจากมีใบรับรองด้านแรงงานทางทะเลตามที่อนุสัญญากำหนด ทำให้ได้รับการยกเว้นจากการขึ้นตรวจเรือโดยรัฐเจ้าท่า ซึ่งการขึ้นตรวจเรือนี้ส่งผลให้เรือดังกล่าวเสียเวลาในการขนส่งสินค้าและออกจากท่าเรือ ตลอดจน กระทบต่อกำหนดเวลาในการส่งสินค้าหรือเทียบท่าไปยังท่าเรือถัดไป

นอกจากนี้ยังสามารถรักษาคุณภาพของสินค้าไม่ให้เน่าเสียหรือเสื่อมสภาพได้ ซึ่งก็จะช่วยลดความเสียหายที่เจ้าของเรือจะต้องถูกปรับจากผู้ว่าจ้างได้ การมีใบรับรองด้านแรงงานทะเลภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว นอกจากจะอำนวยความสะดวกในการเดินเรือแก่เจ้าของเรือไทยแล้ว ยังสามารถส่งผลให้ผู้ว่าจ้างมีความมั่นใจในเรือไทย และมีการว่าจ้างเรือไทยในการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้นได้

ขณะที่ประโยชน์ที่คนประจำเรือจะได้รับก็คือ คนประจำเรือจะได้รับการคุ้มครองแรงงานตามที่อนุสัญญากำหนดอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทั่วถึง เริ่มตั้งแต่เมื่อได้รับการคัดเลือกและบรรจุงาน ตลอดจนถึงช่วงเวลาทำงานและช่วงเวลาการดำรงชีวิต บนเรือนอกเวลางาน กระทั่งได้รับการส่งตัวกลับภูมิลำเนาหรือสถานที่ตามตกลงเมื่อสิ้นสุดข้อตกลง ในการทำงาน ซึ่งจะทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์ในกิจการประมงที่ประเทศไทยตกเป็นจำเลยอยู่ในขณะนี้หมดไป

สำหรับรัฐบาลไทยประโยชน์ที่จะได้รับก็คือ สามารถรักษาจำนวนกองเรือไทยไว้ได้ เนื่องจากเจ้าของเรือไทยสามารถแสดงใบรับรองแรงงานทางทะเล ภายใต้อนุสัญญานี้ต่อรัฐเจ้าท่าของประเทศต่างๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปชักธงเรือของชาติอื่นที่ให้สัตยาบันอนุสัญญานี้ ซึ่งนิยมทำกันอยู่ในปัจจุบัน

อีกทั้งจะทำให้รัฐบาลไทยมีรายได้จากการจดทะเบียนเรือภาษีอากรจากการประกอบธุรกิจของบริษัทเจ้าของเรือ รวมถึงรายได้อื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นการที่เรือไทยมีมาตรฐานที่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเลและมีใบรับรองด้านแรงงานทางทะเลไว้แสดง ยังเป็นการเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศของไทยได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลที่จะดึงชนักที่ปักหลังธุรกิจประมงของไทยอยู่ในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ดันงบ 152 ล้านเหรียญ หวังฟื้นเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง