
ต้องเร่งปฏิรูป
เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้บริหารประเทศมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี แต่การปฏิรูปประเทศที่หลายฝ่ายคาดหวังยังเลือนราง
เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้บริหารประเทศมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี แต่การปฏิรูปประเทศที่หลายฝ่ายคาดหวังยังเลือนราง
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ให้เหตุผลตัดสินใจรัฐประหารว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดี เพราะนำความสงบคืนสู่ประเทศได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งแรกที่ได้ประการต่อประชาชน คือ จะปฏิรูปประเทศ แก้ไขปัญหารากเหง้าที่หมักหมมมายาวนานให้หมดไป ซึ่งเป็นการสร้างความหวังให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นว่าการรัฐประหารของ คสช.คราวนี้จะไม่เสียของเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
หลังจากประกาศสัญญาประชาคมได้ไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลงมือปฏิบัติและสร้างความแตกต่างจากในอดีตอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การบัญญัติแนวทางการปฏิรูปประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 โดยเฉพาะการวางกรอบการร่างรัฐธรรมนูญให้กับคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการกำหนดการปฏิรูปประเทศไว้ 11 ด้าน ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้มาก่อน
ไม่เพียงเท่านี้ คสช.ยังได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือการปฏิรูปขึ้นมาด้วยการให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมกับให้มีหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะและมีอำนาจจัดทำกฎหมายส่งมาให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้ในเวลาต่อมาจะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ สปท.ก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่แบบเดียวกับ สปช.
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ สปช.จะหมดวาระลงนั้นได้จัดทำรายงานการปฏิรูปประเทศให้กับรัฐบาลจำนวน 37 ประเด็น ส่วน สปท.ก็กำลังทยอยส่งรายงานข้อเสนอแนะและกฎหมายไปให้พิจารณาเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด ทว่ามาจนถึงเวลานี้กำลังเกิดคำถามว่ารัฐบาลได้ดำเนินการกับข้อเสนอเหล่านั้นอย่างไรบ้าง
แม้รัฐบาลจะมีการทยอยเสนอร่างพระราชบัญญัติหลายฉบับให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบ แต่พบว่าส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่ปรับปรุงการทำงานของส่วนราชการ ไม่ได้เป็นกฎหมายที่นำไปสู่การปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง
ขณะเดียวกัน อีกรูปธรรมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าของการปฏิรูปประเทศ คือ การให้กลไกที่เรียกว่าคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ครม. สนช.และ สปท. โดยให้มีหน้าที่กลั่นกรองข้อเสนอด้านการปฏิรูปของ สปช.และ สปท.ก่อนส่งให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการจัดทำเสนอเป็นกฎหมายเข้าสภาหรือบางเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทำเป็นกฎหมายก็ให้รัฐบาลสั่งการมายังส่วนราชการทันที
ด้านหนึ่งกลไกดังกล่าวอาจสร้างกระบวนการประสานงานระหว่าง 3 ฝ่าย เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน แต่ภายใต้ข้อดีที่ว่านั้นกลับมีผลเสียที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบเช่นกัน เพราะอาจทำให้การปฏิรูปประเทศที่สมควรเดินหน้ากลับต้องมาติดค้างที่คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ทั้งๆ ที่รัฐบาลควรเป็นเจ้าภาพเร่งการปฏิรูปด้วยตัวเองผ่านการพิจารณาข้อเสนอของ สปท.หรือ สปช. และจัดทำกฎหมายส่งมาให้ สนช.เห็นชอบ ซึ่งจะช่วยให้การปฏิรูปเดินหน้าได้เร็วกว่า
ดังนั้น เวลาที่เหลืออีกไม่นานของ คสช.หากยังไม่ปรับวิธีการทำงาน และเร่งการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ เช่น การปฏิรูประบบราชการ ความเหลื่อมล้ำ ระบบการศึกษา คำว่าเสียของอาจติดตัวไปกับ คสช.หลังจากลงจากตำแหน่งก็เป็นได้







