posttoday

วังเจ้าเมืองพัทลุง

05 มิถุนายน 2559

เมื่อวันที่ 24-26 พ.ค. 2559 กรมศิลปากร พาสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งลงใต้ ไปสัมผัสบรรยากาศที่อบอวลด้วยสายฝน

โดย...ส.สต

เมื่อวันที่ 24-26 พ.ค. 2559 กรมศิลปากร พาสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งลงใต้ ไปสัมผัสบรรยากาศที่อบอวลด้วยสายฝน และรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น ตามโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ณ จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช และ สุราษฎร์ธานี เมืองคนดี ทำให้ได้ข้อมูลมาก จึงจะเสนอเป็นตอนๆ จนกว่าจะจบ 3 จังหวัด

จังหวัดแรกที่พวกเราสื่อมวลชนไปสัมผัส คือ จ.อกทะลุ หรือ จ.พัทลุง ที่นำภูเขาอกทะลุที่อยู่ใกล้ที่ตั้งเมืองครั้งสุดท้ายมาเป็นตราประจำเมือง และเป็นเสาหลักเมืองไปด้วย ซึ่งมีเพียงจังหวัดเดียวที่พิเศษอย่างนี้

ตามข้อมูลที่กรมศิลปากรแจกจ่ายบอกว่ากว่าจะได้ที่ตั้งเมืองในปัจจุบัน พัทลุงย้ายที่ตั้งเมืองมาแล้วถึง 12 ครั้ง ล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2467 ย้ายจาก ต.ลำปำ มาอยู่ที่ตั้งในปัจจุบัน โดยไม่ได้ย้ายไปไหนอีก ซึ่งคงย้ายลำบากแล้ว นอกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ที่คนล่าสุดเพิ่งย้ายสดๆ ร้อนๆ ไปนั่งตบยุงที่กระทรวงมหาดไทย ส่วนจังหวัดย้ายยากเพราะมีภูเขาเป็นเสาหลักเมือง
เสียแล้ว

พวกเราไม่ได้ไปสัมผัสหลักเมืองนอกจากนั่งรถผ่านเห็นช่องทะลุของภูเขาชัดเจน ตามเส้นทางที่เราจะไปยังวังเจ้าเมือง ซึ่งประกอบด้วย “วังเก่า” และ “วังใหม่”

เหตุที่เรียกเรือนที่พักเจ้าเมืองพัทลุงว่า “วัง” นั้น มีผู้อธิบายไว้ว่า เจ้าเมืองคือผู้เป็นเจ้าแห่งเมือง มีอำนาจสิทธิขาดในบ้านเมืองโดยได้รับพระราชทานอาญาสิทธิ์จากพระมหากษัตริย์ หรือเรียกกันอีกอย่างว่า “กินเมือง” เจ้าเมืองมีอำนาจและฐานะต่างพระเนตรพระกรรณ ย่อมถือเสมอว่าเป็นเจ้า ที่อยู่ท่านเจ้าเมืองจึงต้องเรียกว่า “วัง” ด้วย

ข้อมูลที่กรมศิลปากรกล่าวว่า วังเก่า ผู้สร้างและเป็นเจ้าของวัง คือ พระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ. 2412-2431 (สมัยรัชกาลที่ 5) นับเวลาเป็นเจ้าเมือง 19 ปี จึงได้กราบทูลลาออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นจางวางกำกับราชการ (ที่ปรึกษาราชการ) และโปรดเกล้าฯ ให้หลวงจักรานุชิต (เนตร) บุตรชายคนโต ซึ่งเป็นผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุงอยู่นั้น เป็นพระยาอภัยบริรักษ์ฯ เจ้าเมืองพัทลุงคนต่อมา

วังเจ้าเมืองพัทลุง วังใหม่เจ้าเมืองพัทลุง ภาพ : สมาน สุดโต

 

ตระกูลของเจ้าของวังแห่งนี้คือ จันทโรจวงศ์

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม

ได้เห็นวังเก่า ก็นึกถึงคุ้มขุนช้างขุนแผน เมืองสุพรรณ เพราะลักษณะใกล้เคียงกัน เป็นเรือนไทยแฝดสามหลังติดกัน ใต้ถุนสูง หลังที่ 1 และ 2 ทำเป็นห้องนอน ที่น่าสังเกตในมุมหนึ่งของห้องนอนมีช่องลับ สำหรับหนีลงใต้ถุน เมื่อมีภัยมาทางหน้าบ้าน อาจเป็นบันไดหนีไฟ ที่ตึกสมัยนี้นิยมสร้างก็ได้ เมื่อเราเห็นก็ทึ่งในความรอบคอบของผู้นำ เพราะเมื่อลงมาที่ใต้ถุนตามช่องพิเศษนี้ ก็เดินไปทางไหนก็ได้ ทั้งทางบกและทางน้ำ ที่ด้านหน้า ห้องนอนของหลังที่ 1 และ 2 เป็นห้องโถงติดต่อกัน ตรงนี้เป็นที่รับแขก และว่าการของเจ้าเมืองบ้าน 3 หลังเดินติดต่อกันโดยผ่านนอกชาน  ซึ่งมีระดับต่ำลงไปจากระเบียง แต่ก่อนเป็นไม้กระดาน ปัจจุบันเป็นพื้นคอนกรีตปูกระเบื้อง

อาคารวังเก่า ได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร แต่รักษาโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมด เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ต้อนรับผู้สนใจเสมอ

ในบริเวณไม่ห่างจากวังเก่า เป็นที่ตั้งวังใหม่ สร้างโดยพระยาอภัยบริรักษ์ฯ (เนตร ผู้เป็นบุตร ผู้สร้างวังเก่า) ที่เป็นเจ้าเมืองพัทลุง พ.ศ. 2434 สร้างขึ้นด้านหลังวังเก่าทางด้านทิศใต้ติดกับคลองลำปำ จึงมีชาวบ้านเรียกวังใหม่นี้ว่า “วังชายคลอง” หรือ “วังใหม่ชายคลอง” แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียกเท่าชื่อ “วังใหม่”

วังใหม่ เป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง ยกพื้นสูงล้อมรอบชานบ้านที่อยู่ตรงกลางเป็นลานทราย ก่อด้วยกำแพงอิฐกั้นทรายไว้เพื่อยกระดับลานทรายให้สูงกว่าพื้นธรรมดา กลุ่มเรือนไทย 5 หลัง ประกอบไปด้วยเรือนประธาน ซึ่งเป็นที่พักของพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) เจ้าเมือง พร้อมภรรยาเอกและบุตร ลักษณะเป็นเรือนแฝด 2 หลัง ภายในเรือนแฝดมีห้องนอนหลายห้อง

เรือนทุกหลังสร้างด้วยไม้แบบเรือนไทยโบราณยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องดินเผาประกอบตัวเรือนด้วยลูกสัก หรือลิ่มไม้แทนตะปูเช่นเดียวกับวังเก่า บานหน้าต่างตกแต่งลวดลายก้านขดประจำยามและลายเถาวัลย์ พรรณพฤกษา ตัวเรือนใหญ่มีลักษณะพิเศษ คือหน้าจั่วมีลวดลายดวงอาทิตย์ขึ้น

วังเก่าและวังใหม่มีเพียงรั้วคั่น แต่มีประตูเดินติดต่อกันได้ ที่ท่าน้ำวังใหม่มีเรือ ชื่อพัทลุง เป็นเรือเครื่องยนต์ที่เป็นศรีสง่าคลองลำปำ แลเมืองพัทลุง เคยรับเสด็จรัชกาลที่ 7 เมื่อเสด็จเมืองพัทลุง ตอนนี้ขึ้นคาน ควรได้รับการอนุรักษ์เช่นกัน

กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวังเก่าวังใหม่ เป็นโบราณสถานแล้ว

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง