posttoday

โลกทัศน์ของชนชั้นนำกับสังคมไทย

05 มิถุนายน 2559

“ลูกแหง่ ลูกไล่ ลูกเล่น” คือคนไทยในสายตาผู้ปกครอง “ลูกแหง่” ในความหมายของคนทั่วไป ก็คือ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“ลูกแหง่ ลูกไล่ ลูกเล่น” คือคนไทยในสายตาผู้ปกครอง

“ลูกแหง่” ในความหมายของคนทั่วไป ก็คือ ทารกของคนและสัตว์ที่ยังไม่หย่านม แต่เมื่อนำมาใช้ในความหมายทางการเมืองการปกครอง ก็คือ ประชาชนที่ยังไม่รู้จักโต ยังปกครองตนเองไม่ได้ ต้องให้ผู้มีอำนาจมาอ้างสิทธิในการปกครองดูแลตลอดมา ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะไม่รู้จักสิทธิอำนาจของตน

“ลูกไล่” คนทั่วไปใช้เป็นสำนวนเพื่อเรียกคนที่ชอบให้คนอื่นบังคับควบคุม บางท่านบอกว่าคำนี้มาจากการเล่นระนาด ที่มีการไล่เสียงไปตามลูกเสียงสูงต่ำ แต่บางท่านก็บอกว่ามาจากการล่าสัตว์ ที่ต้องมีการปล่อยสัตว์เล็กๆ เป็นเหยื่อล่อ หรือไล่ให้สัตว์ใหญ่ที่ต้องการจะล่านั้นออกมา รวมความว่าเป็น “ขี้ข้า” นั่นเอง

“ลูกเล่น” น่าจะเป็นคำของคนสมัยนี้ที่ใช้อธิบายความสามารถพิเศษของบุคคล ในการแสดงปฏิภาณไหวพริบในกิจกรรมต่างๆ เพื่อเอาชนะคนอื่น หรือการใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือ ซึ่งในทางการเมืองก็จะหมายถึงการใช้ประโยชน์จากประชาชนที่ยอมตาม เหมือนประชาชนนั้นเป็นของเล่นหรือลูกไก่ในกำมือ

ครอบครัวไทยเป็นอย่างไร การปกครองไทยก็เป็นอย่างนั้น

ครอบครัวไทยเลี้ยงลูกให้เป็นลูกแหง่ คือประคบประหงมระมัดระวังจนลูกเสียคน ทำอะไรไม่เป็น พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นทำให้ หรือมีคนคอยดูแลช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับที่ผู้มีอำนาจของไทยมักจะมองว่าคนไทยยังเป็นเด็ก ยังต้องได้รับการคุ้มครองปกป้องอย่างรัดกุม ตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ก็กอดอำนาจไว้ในหมู่ผู้นำ การกระจายอำนาจหรือแบ่งความรับผิดชอบให้แก่ประชาชนถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายในสายตาผู้นำเหล่านั้น บ้างก็ว่าชนชั้นนำไทยปกครองคนไทยแบบ “บอนไซ” คือคอยควบคุม ใส่กระถาง แต่งกิ่งก้านใบ ดัดลวดพันกิ่ง เพื่อให้มีรูปทรงตามที่ผู้ปกครองต้องการ

สังคมไทยพัฒนามาภายใต้การครอบงำของระบอบศักดินา ที่หลายคนบอกว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการสร้างประชาธิปไตย แต่ก็มีทัศนะของคนไทยอีกพวกหนึ่งโดยเฉพาะชนชั้นนำของไทย ที่เห็นว่าศักดินานั้นยังมีประโยชน์มาก เพราะคนไทยยังต้องการการดูแลช่วยเหลือ คนไทยเป็นมิตร มีเมตตา และเอื้ออาทรต่อกัน อันเป็นวัฒนธรรมที่ดีที่เกิดจากศักดินานั่นแหละ เพราะสมัยก่อนคนไทยต้องมี “เจ้านาย” ต้องมี “สังกัด” จึงจะอยู่รอดปลอดภัยและเติบใหญ่ก้าวหน้าไปได้ ภายใต้การอุปถัมภ์ชุบเลี้ยงของเจ้านายเหล่านั้น

ยิ่งในทัศนะของชนชั้นนำที่เป็นข้าราชการ หรือที่วาทกรรมสมัยนี้เรียกว่า “อำมาตย์” โดยเฉพาะในส่วนของอำมาตย์ที่เป็นทหารนั้น ยิ่งมองประชาชนด้วยความ “แปลกประหลาด” มากๆ

หนึ่งคือ โดยยุทธวิธีที่ทหารคุ้นเคย มักชอบแยกมิตรแยกศัตรู หรือแยกประชาชนเป็นขาวดำ เช่น ที่แยกสีนั้นว่าชั่ว สีนี้ว่าดี อย่างเวลาที่จะปราบปรามใครก็จะใช้วิธีการที่เรียกว่า “แยกน้ำออกจากปลา” ซึ่งบางทีก็เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะประชาชนก็ถูกชนชั้นนำชักจูงโน้มน้าวอยู่ตลอด โดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มีการผลัดเปลี่ยนกัน “ทีใครทีมัน” มาทุกยุค ประชาชนจึงถูกปั่นหัวและเป็นเหยื่อ ดังนั้นการปราบปรามประชาชนแบบเดียวกันกับการปราบปรามนักการเมือง จึงเป็นคนละเรื่องกัน

สองคือ ในหลักสูตรของทหารถูกปลูกฝังมาในแนว “วีรบุรุษนิยม” คือชื่นชมคนที่มีชื่อเสียงและเกียรติประวัติต่างๆ ขณะเดียวกันก็ถูกหล่อหลอมให้มีความโน้มเอียงที่อยากจะเป็นวีรบุรุษนั้นด้วย เนื่องจากแนวคิดนี้เข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดีกับแนวคิดชาตินิยม ที่ต้องศึกษาถึงวีรบุรุษของชาติ ซึ่งทหารอยู่ในฐานะนี้เสมอมา แม้แต่ในยุคที่กำลังจะเป็นประชาธิปไตย พอทหารเห็นบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายก็มักจะเข้ามาทำรัฐประหาร โดยอ้างว่ามีคนไทยต้องการอัศวินม้าขาว และไม่มีใครทำให้บ้านเมืองให้สงบได้เหมือนทหาร

และสามคือ ถ้าศักดินาและระบบอุปถัมภ์เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย พฤตินิสัยของทหารที่เน้นระเบียบและการเชื่อฟังอย่างไม่ต้องอธิบายเหตุผล ก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยเช่นกัน ยิ่งในอนาคตศึกสงครามน่าจะลดลง (ทั้งเหตุที่คนกลัวสงครามและนานาชาติพยายามระงับป้องกัน) ทหารก็ไม่มีเหตุผลที่จะเพิ่มงบประมาณซื้ออาวุธและเพิ่มกำลังทหาร ทำให้ทหารกลายเป็น “ชนกลุ่มด้อย” คือไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ดังนั้นการเข้าสู่วงการเมืองคือการสร้าง “รูระบายอำนาจ” ให้แก่นายทหารเหล่านั้น

ผู้เขียนคงระบายความรู้สึกอะไรได้ไม่มากไปกว่านี้ แต่เมื่อได้เห็นความคิดของชนชั้นนำในกลุ่มต่างๆ ของประเทศนี้ “คิดและกระทำ” ต่อคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดใดๆ ก็อดที่จะไม่สบายใจไม่ได้ ยิ่งได้ข่าวมาอีกว่าอาจจะต้องเลื่อน (หรืออาจจะไม่มี) การออกเสียงประชามติ ก็ยิ่งทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่ชนชั้นนำในประเทศนี้ชอบทำกับคนไทย เหมือนว่าคนไทยไม่มี “เนื้อหนัง หัวใจ และชีวิต”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนบทความว่า โลกทัศน์นั้นก็เหมือนกะลาครอบตัวกบ เมื่ออยู่ในกะลาก็จะเป็นกบที่มีความคิดคับแคบ แต่ถ้าออกมานอกกะลาและมองไปรอบๆ ตัวให้กว้างไกลอย่างคนทั้งหลาย ก็จะมีชีวิตที่สดใสจิตใจร่าเริง และอย่าเป็นอึ่งอ่างที่ขยายตัว “โชว์พาว” จนตัวแตกตาย

ท่านบอกด้วยว่า แม้เมื่อได้ “ขึ้นวอ” ก็อย่าลืมตัวว่ามีประชาชนที่คอยแบกหาม

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย