posttoday

ศาลชี้ขาดมาตรา61 เปิดรูระบายความขัดแย้ง

03 มิถุนายน 2559

น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่

มาตรา 61 วรรคสอง ระบุว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

บทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มหลักการใหม่เข้ามาเพราะเดิมทีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2550 ภายใต้การควบคุมของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีบทบัญญัติการควบคุมการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว

ที่สำคัญในการกระทำความผิดตามมาตรา 61 จะเป็นผลให้ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกิน 5 ปี แม้อัตราดังกล่าวจะเป็นอัตราเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่โทษตามกฎหมายประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มาบังคับใช้กับการแสดงความคิดเห็น โดยใช้กับกรณีของผู้ที่ก่อความไม่สงบและสร้างความวุ่นวายเท่านั้น

ตรงนี้อาจเป็นเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เล็งเห็นว่าเมื่อกฎหมายประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ได้เพิ่มเติมหลักการใหม่เข้ามา ก็ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในทางการเมืองแล้ว จะพบว่าความเคลื่อนไหวของผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้มีความหมายแฝงอยู่พอสมควร

กล่าวคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ เพียงแค่ทำความเห็นไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังการบังคับใช้มาตรา 61 วรรคสอง น่าจะเพียงพอ

ทั้งนี้ การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไปนั้นถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญคงไม่มีผลกระทบมากเท่าไหร่นัก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น แน่นอนว่ากระบวนการนิติบัญญัติอื่นๆ จะตามมาอีกพอสมควร อย่างการแก้ไขกฎหมายประชามติเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งอาจมีผลให้การทำประชามติต้องถูกเลื่อนจากวันที่ 7 ส.ค.ออกไป

ถ้าจะบอกว่าการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นการพยายามลดอุณหภูมิทางการเมือง

เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันค่อนข้างคุกรุ่นพอสมควร เนื่องจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองว่าตัวเองถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และไม่มั่นใจว่าสามารถพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายประชามติอย่างเข้มข้น โดยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเป็นภายใต้กติกาที่รัฐกำหนดขึ้นมา

ทั้งหมดก่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทำให้การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจึงเป็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

อย่างน้อยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในอนาคต ด้วยไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดย่อมจะเป็นคู่มือให้กับฝ่ายที่ต้องการแสดงความคิดเห็นและฝ่ายรัฐได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดีกว่าปล่อยให้ความไม่ชัดเจนดำรงอยู่ต่อไป

กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับรู้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างไรที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายประชามติ เช่นเดียวกับหน่วยงานที่ดูแลการจัดการประชามติจะได้รู้ว่าการดำเนินการอย่างไรที่จะไม่เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

เรียกได้ว่าสมประโยชน์กันทุกฝ่าย และสามารถช่วยลดความขัดแย้งได้ลงในระดับหนึ่ง พร้อมกับเปิดพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้นไปด้วย

เหนืออื่นใดยังเป็นการสร้างความสง่างาม ความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติในอีก 2 เดือนข้างหน้าไปในตัว

โดยจะไม่มีใครสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขได้อีกว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยการพูดเพียงข้างเดียวของฝ่ายสนับสนุน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด มาร์กเซย์ พบ ลิเวอร์พูล ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก วันนี้ 21 ม.ค.69