posttoday
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ส่งออกไทยกำไรหด

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ส่งออกไทยกำไรหด

10 สิงหาคม 2553

ค่าเงินบาทแข็งกลับมา “หลอกหลอน” ผู้ส่งออกอีกครั้ง

ค่าเงินบาทแข็งกลับมา “หลอกหลอน” ผู้ส่งออกอีกครั้ง

โดย.......ทีมข่าวการเงิน

 

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ส่งออกไทยกำไรหด

เที่ยวนี้ถือว่าทุบสถิติในรอบ 2 ปี โดยระหว่างวันที่ 6 ส.ค. แข็งค่าต่อเนื่องทดสอบระดับ 31.97 บาท

โดยทิศทางเงินบาทแข็งค่าสวนทางกับบรรยา กาศการส่งออกที่คึกคักเป็นพิเศษ

เมื่อกระทรวงพาณิชย์ออกมาปรับเป้าหมายการส่งออกจาก 19% เป็นไม่ต่ำกว่า 20% หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

แถมยังปรับเป้าส่งออกไปสหรัฐเพิ่มเป็น 20% จากเดิมที่คาดไว้ 12%

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโต แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง และเป็นเรื่องสำคัญคือ ตัวเลขการส่งออกที่เติบโต กลับไม่ได้สะท้อนอัตราการเติบโตของราคาขายที่เพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวในครึ่งปีแรก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งตัวเลขการจ้างงานออกมาได้ดี และนี่อาจจะเป็นของจริง การปรับเพิ่มของกระทรวงพาณิชย์เป็นการเฉลี่ยทั้งปี ไม่ได้เจาะจงไปที่ครึ่งปีหลัง

ผู้ส่งออกขายสินค้าได้มาก แต่ได้รายได้จากการขายกลับไม่มากเหมือนตัวเลขส่งออก


โดยตั้งแต่ปี 2543-2551 พบว่าอัตราการเติบโตของราคาขายคิดเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐเติบโตเฉลี่ยปีละ 1% ถือว่าผู้ประกอบการยังทำกำไรจากการส่งออกได้น้อยมาก

ไม่ว่าการส่งออกแผงวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อัตราการเติบโตของราคาขายก็อยู่ในระดับนี้

หากเป็นเช่นนี้เรื่อยไป ผู้ประกอบการจะได้กำไรจากการส่งออกน้อย ซึ่งอาจเป็นปัญหาระยะยาว ทั้งจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และการแข่งขันที่เน้นส่งออกสินค้าราคาถูก ไม่ได้เพิ่มศักยภาพของสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องราคา

“สิ่งที่เราต้องทำคือ ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆ เพื่อขายของในราคาสูงขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อให้เงินบาทแข็งก็ยังโอเคอยู่ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ส่งออกโต แต่กำไรจากการขายสินค้าไม่ได้เพิ่ม ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานหากผู้ประกอบการไม่ปรับตัว เพราะแนวโน้มเงินบาทจะแข็งค่าอีกนาน” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

หากมองแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น น.ส.อุสราวิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินว่าค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจนถึงปลายปีหน้า
โดยปลายปีนี้มองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนแข็งค่าขึ้นอีกไปอยู่ที่ 30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐในครึ่งปีแรก 2554 และอยู่ที่ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐในครึ่งปีหลังปีหน้า เท่ากับปีหน้าจะเห็นเงินบาทแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

น.ส.อุสรา กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เกิดจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง และจะเห็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ หรือไม่ก็ไตรมาสแรกปีหน้า

“โดยรัฐบาลสหรัฐอาจเข้าซื้อสินทรัพย์รอบสองเพื่อพยุงเศรษฐกิจ”

ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง และอาจไม่เห็นเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2555 เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่ามากขึ้น

ขณะที่ประเทศในเอเชียต่างทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้น รวมทั้งประเทศไทย ก็จะยิ่งทำให้เงินไหลเข้ามาในเอเชีย ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า

“สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียจะแข็งค่าขึ้น เงินจากต่างประเทศจะไหลเข้าเอเชียต่อเนื่อง และอาจเห็นแครีเทรดกลับมา” น.ส.อุสรา กล่าว

น.ส.อุสรา กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกควรป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว มีความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก

สอดคล้องกับความเห็นจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่มองเงินบาทไปยืนที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐในสิ้นปีนี้ และเห็นเงินบาทไปอยู่ที่ 30.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปีหน้า

เหตุผลหลักมาจากเศรษฐกิจสหรัฐ ล่าสุดตัวเลขการจ้างงาน ในตลาดแรงงานสหรัฐยังอ่อนแอ และจะยังเป็นปัจจัยถ่วงการขยายตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐในระยะถัดไป โดยอัตราการว่างงานยังคงมีระดับสูงที่ 9.5% ในเดือน ก.ค.

ขณะที่การจ้างงานปรับลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน หลังผลบวกระยะสั้นจากการจ้างงานเพื่อสำรวจสำมะโนประชากรของภาครัฐหมดลง ซึ่งอัตราการว่างงานในเดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดไว้ 2 เท่า

ขณะที่การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐอ่อนแรงลง หลังขาดแรงสนับสนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษี โดยดัชนีชี้วัดยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือน มิ.ย. ลดลงมาที่ระดับ 75.7 ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับจากมีการจัดทำดัชนีในปี 2544

ขณะที่เครื่องชี้อื่นๆ ทั้งยอดขายบ้านใหม่ และยอดขายบ้านมือสอง ก็ล้วนแสดงสัญญาณการชะลอตัวลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐที่ชะลอตัวลง รวมถึงเศรษฐกิจโลกจะทำให้การส่งออกของไทยในครึ่งปีหลังเติบโต 17% จากครึ่งปีแรกการส่งออกเติบโต 37%

จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ว่าต่อจากนี้เงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมความเป็นไปได้ของเฟดที่จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีก โดยจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยเฟดอย่างเร็วจะอยู่ที่ปลายปี 2554
คาดการณ์ว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% ตามเดิมในการประชุมรอบที่ 5 ของปีในวันที่ 10 ส.ค. เพื่อประคับประคองโมเมนตัมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขณะที่นโยบายดอกเบี้ยของไทยก็ยังเดินหน้าปรับขึ้น จึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เงินจะไหลเข้าเพื่อลงทุนในเอเชีย รวมทั้งไทยจากอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้เงินบาทแข็งค่า ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังง่อยเปลี้ย

เท่ากับว่าครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง บนการทำกำไรของผู้ส่งออกที่ไม่สดใสนัก!!!!

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69