
ประกันภัยพืชผล
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
การลงทุนทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง เมื่อมีความเสี่ยงจึงต้องมีการรับประกันความเสียหาย ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรผู้ลงทุนปลูกข้าว ปลูกพืช ผัก ผลไม้ บางครั้งผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มกับการลงทุน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการประกันภัยพืชผล
การประกันภัยพืชผลหรือการประกันภัยทางการเกษตร หมายถึง การเฉลี่ยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่น โดยมีผู้รับประกันภัยเป็นคนกลางคอยเฉลี่ยความเสียหายให้ ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง เรียกว่า เบี้ยประกันภัยให้กับผู้รับประกันภัยเพื่อจะรวบรวมไว้เป็นกองกลาง และเมื่อบุคคลใดในโครงการได้รับความเสียหาย ผู้รับประกันภัยจะนำเงินนั้นจากกองกลาง ไปชดเชยความเสียหายตามจำนวนที่ตกลงกัน
การประกันภัยพืชผลในประเทศไทยเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2521 มีการทดลองทำประกันภัยฝ้าย ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ในคราวนั้น 2 ปีแรก ได้กำไร 1.83 แสนบาท เกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 1,000 คน เบี้ยประกัน 50 บาท/ไร่ คุ้มครอง 1,400 บาท/ไร่
ในต่างประเทศเกือบทุกประเทศมีกฎหมายรองรับและกำหนดแนวทางไว้ การบริหารจัดการส่วนใหญ่ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการ หรือสภาเกษตรกร หรือสหกรณ์ ในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้ออกแทบทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นหน่วยงานของรัฐ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในหลายประเทศมีการบังคับในเขตที่ประกาศเป็นเขตรับประกันภัยสำหรับพืชชนิดนั้นๆ แต่หลายประเทศก็ใช้ระบบสมัครใจ
สำหรับประเทศไทยช่วงเริ่มต้นของการประกันภัยพืชผลหน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้จัดทำโครงการ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร บางปีได้กำไร บางปีขาดทุน สลับกันไป จะเห็นได้ว่าการประกันภัยพืชผลไม่ใช่เรื่องใหม่ และบางรัฐบาลได้นำนโยบายนี้มาใช้ในการหาเสียง แต่การประกันภัยในส่วนนี้ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจน
การประกันภัยพืชผลส่วนใหญ่จะคุ้มครองภัย 7 ประเภท คือ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือไต้ฝุ่น อากาศหนาว ลูกเห็บ ไฟไหม้ ศัตรูพืชและโรคระบาด แม้ในปัจจุบันเกษตรกรบางส่วนจะเข้าร่วมโครงการประกันภัย แต่หากพื้นที่นั้นไม่ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติก็ไม่เข้าเงื่อนไขที่ได้รับชดเชยความเสียหาย
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่าด้วยการส่งเสริมความรู้ และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย เพื่อยกระดับคุณภาพเกษตรกร และใช้ระบบประกันภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงผลผลิตทางการเกษตร พร้อมกันนี้ ธ.ก.ส.จะพิจารณาจ่ายค่าชดเชยนอกเขตภัยพิบัติ
นอกจากนี้ คปภ.ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลงานด้านประกันภัย เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อผลักดัน การประกันภัยพืชผลให้บังคับใช้เป็นกฎหมาย มิใช่เพียงแค่นโยบายของรัฐบาลอย่างที่ผ่านมาซึ่งใช้การประกันภัยเป็นโครงการ ไม่ได้ครอบคลุมพืชผลทุกๆ ชนิด พร้อมกันนี้ยังจะให้พิจารณาเป็นวาระแห่งชาติ
การที่ คปภ.ผลักดันเสนอเป็น พ.ร.บ.ประกันภัยพืชผล นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ช่วยลดความเสี่ยงของผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โครงการประกันภัยพืชผลจะคงอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ คปภ.ยังทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านกฎหมาย ด้านการประกันภัยกับเกษตรกร และเตรียมขยายโครงการประกันภัยพืชผลเพิ่มขึ้นนอกจากประกันภัยข้าวนาปีตามนโยบายรัฐบาล เช่น อาจจะเพิ่มโครงการประกันภัยลำไย และอีกหลายโครงการในอนาคตอันใกล้
เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจำนวนมากในแต่ละปีจากการลงทุนปลูกข้าว ทำนา และพืชผลอื่นๆ บางปีผลผลิตตกต่ำ สินค้าไม่ได้ราคา และรัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหายปีละประมาณแสนล้านบาท หากกระตุ้นให้เกิดการประกันภัยมากขึ้นจะช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก
ยิ่งในปีนี้ประเทศไทยเริ่มประสบภัยแล้ง เกษตรกรเริ่มขาดน้ำเพื่อใช้ในภาคเกษตรกรรมผลผลิตเริ่มได้รับความเสียหาย สินค้าเกษตรบางอย่างมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากขาดตลาด และสุดท้ายคงหนีไม่พ้นที่รัฐต้องเข้าไปชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกร จึงทำให้เห็นได้ว่าหากไม่มีการประกันภัยพืชผลให้กับเกษตรกร รัฐบาลก็ต้องวนเวียนอยู่กับการชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรแทบทุกปี ซึ่งอาจได้รับในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน
แต่เมื่อมีการรับประกันภัยพืชผล หากได้รับความเสียหายวงเงินคุ้มครองก็ย่อมเป็นไปตามอัตราค่าเบี้ยประกันที่ได้จ่าย และความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งแน่นอนว่าช่วยลดข้อโต้เถียงเรื่องอัตราการจ่ายค่าชดเชยที่ไม่เท่ากัน
เห็นได้ว่าเป็นการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของวงการประกันภัย และเป็นการต่อยอดธุรกิจประเภทนี้ให้ขยายไปยังภาคการเกษตรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ การได้หน่วยงาน คปภ.และ ธ.ก.ส.มาเป็นแม่งาน ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรในอนาคตที่จะเข้าร่วมโครงการประกันภัยพืชผล และหากมีกฎหมายเฉพาะที่มาดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกับการประกันภัยประเภทอื่น เมื่อมีข้อขัดแย้งเป็นคดีความก็จะได้รับความคุ้มครองจากศาลยุติธรรม อันเป็นหลักประกันอีกชั้นหนึ่ง
การประกันภัยพืชผลเป็นโครงการที่ดี ประเทศไทยเริ่มต้นกันมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่แก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุด ครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการประกันภัยในประเทศไทย







