posttoday
ผู้นำของออสเตรเลีย

ผู้นำของออสเตรเลีย

26 พฤษภาคม 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

ในวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา วันที่มีการเลือกตั้งใหญ่ในฟิลิปปินส์ ที่ออสเตรเลียมีการยุบสภา รัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายมัลคอม เทิร์นบูล หัวหน้าพรรคเสรีนิยม กลายเป็นรัฐบาลรักษาการ และการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.ค.

นายเทิร์นบูลจะนำพรรคร่วมรัฐบาลลงสู้ศึกเลือกตั้งกับพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ในอดีต 2 ขั้วการเมืองใหญ่นี้ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอด และจากผลโพลล่าสุด ฝ่ายค้านมีคะแนนนิยมเหนือฝ่ายรัฐบาลเล็กน้อย แต่คะแนนนิยมส่วนตัวของนายเทิร์นบูลยังสูงกว่าคู่แข่ง คือนายบิล ชอร์ตเทน หัวหน้าพรรคแรงงาน หลายคนเชื่อว่าในที่สุดฝ่ายรัฐบาลจะชนะการเลือกตั้งแบบสูสี และนายเทิร์นบูลจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

หลายปีที่ผ่านมา ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเป็นเหมือนเก้าอี้ดนตรี มีการแย่งกันไปแย่งกันมา ไม่เฉพาะระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่ภายในพรรคเดียวกันเองด้วย หากหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ นายชอร์ตเทนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ในรอบ 6 ปี

เริ่มจากนางจูเลีย กิลลาร์ด เป็นคนแรก โดยเธอยึดอำนาจภายในพรรคแรงงานมาจากนายเควิน รัดด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น แล้วขึ้นดำรงทั้ง 2 ตำแหน่งแทน หลังจากนั้นเธอนำพรรคแรงงานลงสู้ศึกเลือกตั้งและได้ชัยชนะแบบฉิวเฉียด ไม่เป็นเอกฉันท์ ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับ สส.อิสระ 3 คน นางกิลลาร์ดเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ได้ 3 ปี ในระหว่างนั้นกระแสของพรรคและของตัวนางกิลลาร์ดเองตกต่ำลงเป็นลำดับ

คนต่อมาคือนายรัดด์ กลับมาท้าทายและยึดอำนาจภายในพรรคแรงงานคืนจากนางกิลลาร์ดสำเร็จ โดยได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มที่ต้องการฟื้นฟูกระแสของพรรค อย่างไรก็ตาม นายรัดด์ไม่ประสบความสำเร็จได้เป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 ไม่ถึง 3 เดือน ก็แพ้การเลือกตั้งทั่วไปอย่างยับเยิน

คนที่ 3 คือนายโทนี แอบบอตต์ หัวหน้าพรรคเสรีนิยม ชนะเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปลายปี 2013 คะแนนนิยมในช่วงแรกสูง แต่ต่อมาถดถอยจนกลับไปตามหลังพรรคฝ่ายค้าน สาเหตุสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตและส่งออกวัตถุดิบและสินค้าเกษตรรายใหญ่ เอราคมื่าในตลาดโลกตกต่ำลงตามราคาน้ำมัน เศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟูก็ซบเซาลง นายแอบบอตต์อยู่ในตำแหน่งได้ 2 ปี ก็ประสบชะตากรรมเดียวกับนายรัดด์และนางกิลลาร์ด คือถูกยึดอำนาจจากภายในพรรค

คนที่ 4 คือนายเทิร์นบูล ซึ่งโค่นนายแอบบอตต์ภายในพรรคสำเร็จในเดือน ก.ย. 2015 แล้วขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีแทนในช่วงที่ขึ้นมาใหม่ๆ คะแนนนิยมสูงลิ่ว แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็เริ่มถดถอย การยุบสภาจึงเป็นทางออกที่ดีก่อนที่น้ำผึ้งพระจันทร์จะเสื่อมมนต์ขลังลงจนหมดสิ้น ล่าสุดชื่อของเขาปรากฏอยู่ในปานามาเปเปอร์สที่ถูกเปิดเผยออกมาหลังการยุบสภา

และแน่นอนหากพรรคแรงงานชนะเลือกตั้ง นายชอร์ตเทนก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 โดยจะรับตำแหน่งต่อจากนายเทิร์นบูล

เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพโครงสร้างอำนาจทางการเมืองภายในออสเตรเลียชัดเจนขึ้น ผมจะขอเล่าประวัติความเป็นมาของ 2 คู่แข่งในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้

นายเทิร์นบูลมีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมและอยู่กับพรรคเสรีนิยมมาเกือบตลอด ยกเว้นช่วงสั้นๆ ที่อยากเป็นผู้นำสหภาพแรงงานและเกือบเปลี่ยนพรรคไปลงสมัครในนามพรรคแรงงาน

เขาเคยเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมก่อนนายแอบบอตต์ แต่เกือบทำให้พรรคแตก เพราะเป็นฝ่ายค้านแต่ไปสนับสนุนโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของรัฐบาล โดยที่คนส่วนใหญ่ในพรรคไม่เห็นด้วย หลังจากนั้น ในปี 2009 เขาถูกนายแอบบอตต์ท้าทายในตำแหน่งหัวหน้าพรรค และแพ้นายแอบบอตต์คะแนนเดียว

นายเทิร์นบูลเกือบจะเลิกเล่นการเมือง ประกาศไปแล้ว แต่เปลี่ยนใจในภายหลัง นายแอบบอตต์พยายามถนอมน้ำใจด้วยการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีให้ แต่หลายปีต่อมา ในเดือน ก.ย. 2015 นายเทิร์นบูลก็แก้แค้นนายแอบบอตต์สำเร็จ ด้วยการท้าทายนายแอบบอตต์ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค และชนะ 10 คะแนน ได้เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี

หันมาดูนายชอร์ตเทนบ้าง เขาโตมาในสายแรงงาน โดยการเป็นผู้นำสหภาพ เริ่มเล่นการเมืองอย่างจริงจังในปี 2005 โดยลงเลือกตั้งและได้เป็น สส.พรรคแรงงาน หลังจากนั้นก็มีบทบาทสูงภายในพรรค และเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้นางกิลลาร์ดประสบความสำเร็จในการท้าทายนายรัดด์ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค จึงได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งรัฐมนตรี

มีข่าวลือว่า นายชอร์ตเทนวางแผนจะให้นางกิลลาร์ดเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีเพียงชั่วคราว หลังจากนั้นจะขึ้นมาทำหน้าที่เอง ซึ่งเขาปฏิเสธว่าไม่จริง แต่ในเวลาต่อมา เขาเปลี่ยนขั้วและหันกลับไปสนับสนุนนายรัดด์ และช่วยให้นายรัดด์กลับมาทวงคืนตำแหน่งหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีจากนางกิลลาร์ดสำเร็จ ผลตอบแทนคือตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงที่สำคัญมากขึ้น

หลังจากแพ้การเลือกตั้ง นายรัดด์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค นายชอร์ตเทนลงสมัครและได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่ง ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรีเงา ไม่นานผลโพลก็ให้คะแนนนิยมของฝ่ายค้านเหนือฝ่ายรัฐบาล จนกระทั่งนายเทิร์นบูลกลับมาช่วยพลิกสถานการณ์ให้ฝ่ายรัฐบาลดังที่กล่าวถึงไปแล้ว

ดูจากภายนอก การเมืองออสเตรเลียค่อนข้างซับซ้อน เหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนผู้นำเป็นว่าเล่นคือ ระบบการเมืองเป็นแบบ 2 พรรค มีขั้วฝ่ายขวา นำโดยพรรคเสรีนิยม และฝ่ายซ้าย ซึ่งก็คือพรรคแรงงาน ทั้ง 2 ขั้ว มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งใกล้เคียงกัน มีกลุ่มตรงกลางเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่รสนิยมทางการเมืองเอนเอียงสลับกันไปมา ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลบ้าง ภาวะเศรษฐกิจบ้าง หรือกระแสจากภายนอกบ้าง

ที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือ ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลไม่ได้อยู่ในฐานะได้เปรียบ อาจจะเสียเปรียบด้วยซ้ำไป เพราะทำให้ประชาชนผิดหวังง่ายกว่าโดนใจ

ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองออสเตรเลียมีสภาพหลายประการคล้ายของสหรัฐ คือทั้ง 2 ขั้วการเมืองมีความแตกต่างในปรัชญาพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัด และอำนาจการเมืองเปลี่ยนมือไปมาอย่างเป็นธรรมชาติ

อีกแง่มุมหนึ่ง การเมืองออสเตรเลียต่างจากของเราอย่างสิ้นเชิง ของเราดูเหมือนมี 2 ขั้วตรงกันข้ามเช่นกัน แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เพราะพรรคการเมืองใหญ่ 1 ใน 2 มีสภาพเป็นพรรคเฉพาะกิจ มีเจ้าของพรรคคอยบงการอยู่เบื้องหลัง นโยบายของทั้ง 2 พรรคก็ไม่มีความแตกต่างที่เป็นรูปธรรม และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ใครเป็นรัฐบาลจะอยู่ในฐานะได้เปรียบ สามารถใช้งบประมาณและทรัพยากรของภาครัฐเพื่อรักษาและเพิ่มพูนฐานเสียง ทำให้เกิดความพยายามในการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะกับรัฐบาลทหาร แต่กับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งด้วย

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69