
ความเสี่ยงของใคร
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น. นักประสานและบริหารจัดการ
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น. นักประสานและบริหารจัดการ
ข่าวเกี่ยวกับ “การร้อง ตร.ปอท. เหยื่อกว่า 70 ราย ถูกหลอกขายสินค้าเด็กทางเฟซบุ๊กสูญกว่า 2 ล้านบาท” หรือ “บัญชีกลางแจงอี-บิดดิ้งปลอมเพจรัฐ ขายข้อมูลเสนอราคา ยันเว็บจริงเจาะไม่ได้ เผยแอดมิน มีแค่ 4 คน พบเคยถูกล้วง-แก้แล้ว” นี่คือส่วนหนึ่งของเรื่องจริงที่เกิดขึ้น 2 เรื่อง 2 มิติ เรื่องหนึ่งเป็นภาคประชาชน อีกเรื่องเป็นภาครัฐ ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น “ความเสี่ยง” แบบหนึ่งที่ใกล้ตัวเรา
ลองมาดูเรื่องแรกก่อน ซึ่งเป็นรูปแบบของอี-คอมเมิร์ซในปัจจุบันปัญหาการหลอกลวงซื้อขายทางออนไลน์ ถือเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ สูงเป็นอันดับ 2 ถึง 26.4% (อันดับ 1 คือปัญหาการโจมตีด้วยมัลแวร์ หรือโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ 40.1% ส่วนอันดับ 3 แฮ็กเกอร์ เจาะระบบเพื่อดึงข้อมูลสำคัญจากคอมพิวเตอร์ 19.8%)
มีรายงานว่าในแต่ละวินาทีจะมีเหยื่ออาชญากรรมบนโลกอินเทอร์เน็ตถึง 18 คน หรือวันละ 1,555,200 คน แล้วถ้าคิดเป็นเดือนเป็นปีจะเยอะแค่ไหน ลองคูณดูได้ กรณีโอนเงินจ่ายแล้ว ไม่ส่งของมาหรือส่งมาไม่ตรงกับที่สั่งซื้อหรือส่งมาไม่ครบยังธรรมดาๆ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราคุยด้วยหรือติดต่อกันในโลกไซเบอร์เป็นใคร เป็นตัวตนหรือคนคนเดียวกับที่เราเข้าใจหรือเปล่า แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ การสร้างเว็บไซต์ปลอม (Phishing) โดยมีหน้าเว็บเหมือนเว็บจริงเลย เช่น เว็บไซต์ของธนาคาร เมื่อเข้าไปเราก็จะกรอกข้อมูลของเราไป เช่น Username หรือ Password ทำให้เจ้าของเว็บปลอมนำข้อมูลเราไปใช้กับเว็บจริงได้ ผู้ซื้อและผู้ขายต่างคนต่างก็ต้องระวัง ความง่ายดาย ความสะดวกเป็นด้านบวกการที่ทำให้ให้ตัวเลขอี-คอมเมิร์ซสูงขึ้นถึงปีละ 2 ล้านล้านบาท แต่ปัญหาก็เป็นเหรียญอีกด้านเสมอ
อีกตัวอย่าง คือการตั้งชื่อฟรี Wi-Fi ปลอม โดยตั้งชื่อให้คล้ายๆ หรือทำให้เราเข้าใจว่าใช่ เช่น ในสนามบิน ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ เมื่อเรา Access หรือเชื่อมต่อสัญญาณเข้าใช้ Wi-Fi เราก็จะโดนขโมยข้อมูลต่างๆ ได้ ทางแก้คงไม่พ้นเริ่มที่ตัวเราและตัวอุปกรณ์ของเรา เช่น ตัวเราต้องสังเกตชื่อ Wi-Fi ดีๆ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ปลอม หรือลบชื่อ Wi-Fi ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้ ป้องกันการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนตัวอุปกรณ์ควรอัพเดทซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันเสมอ ใช้โปรแกรม Anti-Virus ที่มีลิขสิทธิ์ เป็นต้น
ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ นั้นจึงสำคัญมาก ปัญหานี้ไทยเองยังมีการกระจายตัวของหน่วยงาน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ทำเรื่องจดทะเบียนพาณิชย์และออกเครื่องหมายรับรองแก่ร้านค้าออนไลน์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานมีศูนย์จัดการข้อร้องเรียนด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อปี 2548 แต่ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว เรามีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย มีศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ยังมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ตอนนี้มีการปกป้องและคุ้มครองผู้บริโภคด้านอี-คอมเมิร์ซ โดยเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ หรือ Online Complaint Center (OCC) โทรสายด่วน 02-123-1223 หรือ occ.thaiemarket.com เป็นครั้งแรกของประเทศไทย
วันนี้ชวนมาดูรูปแบบของเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาก โดยมีหน่วยงานที่ชื่อว่า E-Commerce Mediation Committee หรือ ECME ที่เรียกว่า คณะกรรมการไกล่เกลี่ยทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 อยู่ภายใต้ National IT Industry Promotion Agency (NIPA) และกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและการวางแผนอนาคต (Ministry of Science, ICT and Future Planing) แค่เห็นชื่อหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ ผมก็ต้องตาโตและกลับมาหลับตานึกถึงหน่วยงานของไทยบ้างแล้ว
ECME มีวิธีหรือรูปแบบในการไกล่เกลี่ย 4 แบบ คือ 1.Face-to-face ใช้กับกรณีที่มีความซับซ้อนให้คู่กรณีมาคุยกันที่ห้องไกล่เกลี่ยของสำนักงาน ECME เลย 2.แบบ Cyber ทำผ่านอินเทอร์เน็ต ถ่ายทอดสดผ่านวิดีโอในเว็บไซต์ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย 3.Written โดยยื่นเอกสารหลักฐานมาที่เจ้าหน้าที่ และ 4.Phone สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในวิธีอื่นๆ ทั้งนี้การไกล่เกลี่ยจะทำโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก่อน ถ้าตกลงกันไม่ได้จะจัดตั้งคณะทำงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 3 ฝ่าย เพื่อจัดทำข้อตกลงการยุติข้อพิพาท (Conciliation Protocol)
จุดแข็งของ ECME คือมีอำนาจเต็มๆ ในการแก้ปัญหาตั้งแต่การเป็นนายทะเบียน ใครที่มีเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซต้องมาจดแจ้งกันที่นี่ มีปัญหาก็รับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยพูดคุยกัน ครอบคลุมถึงผลทางกฎหมายด้วย คือ ผลการตัดสินของ ECME ถือเป็นข้อสิ้นสุดคดีสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้เลย หรือร้านค้าใดทำผิดก็จะถอดชื่อร้านค้าออนไลน์นั้นออกจากระบบได้ทันทีด้วย ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ Korea Consumer Agency (KCA)
กลไกต่างๆ ถ้าจะให้ได้ผลดีผมขอเสนอว่าต้องมีความเป็นกลางและอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุน ไม่ควรคิดค่าบริการ เพื่อไม่เป็นภาระที่เพิ่มอีกแก่ผู้บริโภค และที่สำคัญคือต้องมีเทคโนโลยีเพื่อรักษาความลับและความปลอดภัย เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลที่ 3
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับงานด้านนี้เป็นอย่างมาก แต่ต้องเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำอยู่ หันมาทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงข้อมูลที่รัฐมีอยู่มากมายให้ได้ ซึ่งสิงคโปร์ได้ประกาศนโยบายเปลี่ยนจาก e-Government เป็น I-Government โดย I คือ Integration หมายถึง การทำงานร่วมกันและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ไทยเองพอจะเริ่มก็จะติดปัญหาว่าฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ของแต่ละกระทรวงนั้นจ้างและพัฒนามาโดยเอกชนต่างรายกันไม่สามารถเชื่อมใช้กันได้
อย่างขอให้เอกชนปรับบทบาทจากเป็นเพียงผู้รับจ้างขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนร่วมในการพัฒนาและดูแลระบบให้ยั่งยืนได้ เรายังขาดข้อมูลตัวเลขสถิติต่างๆ ที่ครบถ้วนมาใช้เพื่อการวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติงานมาตลอด สุดท้ายถ้ายังทำไม่ได้ ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วนะครับว่าเป็นความเสี่ยงของใคร!







