
ประวัติศาสตร์ที่หายไป
ไม่นานมานี้ ผมเปิดหนังสือประวัติศาสตร์อินเดียเล่มหนึ่ง บทนำบอกว่า ก่อนศตวรรษที่ 13 อินเดียไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์อยู่เลย
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ไม่นานมานี้ ผมเปิดหนังสือประวัติศาสตร์อินเดียเล่มหนึ่ง บทนำบอกว่า ก่อนศตวรรษที่ 13 อินเดียไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์อยู่เลย ได้อ่านแล้วแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่อินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจะไม่บันทึกอะไรไว้เลยก่อนการมาถึงของอารยธรรมตะวันตก (คือเปอร์เซียกับฝรั่ง) แต่หลังจากค้นหนังสือเก่า 2-3 เล่ม พบข้ออ้างว่าในยุคโบราณอินเดียไม่ได้บันทึกข้อมูลยุคนั้นอย่างจริงๆ จังๆ เรียกว่า “ไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์เลย” (แต่จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าอินเดียมีบันทึกประวัติศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็ยังต่างกับจีนที่ทำเป็นระบบระเบียบมาก)
เป็นไปได้อย่างไรที่อู่อารยธรรมแห่งเอเชียอย่างชมพูทวีป จะปราศจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เป็นชิ้นเป็นอัน? ไอ้ที่เป็นจารึก เป็นลายลือเล็กๆ น้อยๆ ก็พอมีอยู่ เพียงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น History ในความหมายเดิมในภาษากรีก ที่สะท้อนถึงการร้อยเรียงข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบราวกับการถักทอแพรพรรณอันละเอียดลออ
ขณะที่จีนมีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นระบบระเบียบเสียยิ่งกว่าอารยธรรมตะวันตกในยุคเดียวกัน มีปรัชญาประวัติศาสตร์ที่ล้ำลึก และกระบวนการเก็บข้อมูลที่ยากจะถูกบิดเบียนแม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็มายุ่มย่ามกับกรมประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพื่อจะรักษาข้อมูลที่เป็นกลางที่สุด
แต่แล้วพื้นฐานของปรัชญาจีนกลับอิงกับความไร้หรืออนิจจังไม่เป็นชิ้นเป็นอันของชีวิตเช่นกัน
สำนักสำคัญคือ ปรัชญาเต๋า (หรือออกเสียงอย่างถูกต้องว่า ต้าว) แท้จริงแล้วมีกำเนิดมาจากกรมประวัติศาสตร์ พนักงานกรมเหล่านี้มองเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของอธิราชและอาณาจักร การหมุนเวียนเป็นอนิจจังของฟ้าดิน จึงเกิดความสลดสังเวช ทำให้พนักงานกรมประวัติศาสตร์ยุคต้นๆ กลายเป็นปรมาจารย์ของสำนักปรัชญาเต๋าสอนให้มนุษย์แลเห็นอนิจจังของอำนาจวาสนา และควรอยู่กลมกลืนกับธรรมชาติจะได้ไม่โศกเศร้ากับอดีตมากนัก
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ประวัติศาสตร์ของจีนก็เป็นบ่อเกิดของทัศนะความไม่จีรังทางเชิงปรัชญา
กลับมาที่เรื่องของอินเดีย
มีคนตั้งข้อสังเกตว่าที่อินเดียไม่มีระบบประวัติศาสตร์ก่อนยุคอิสลาม เพราะชาวอินเดีย ยุคพระเวทและยุคนานาทัศนะสนใจปรัชญาเรื่องอนิจจังการเวียนว่ายตายเกิดและการหลุดพ้นจากทุกข์ในโลกมากกว่าจะมาข้องอยู่ในโลก ศาสนาพระเวทนั้นสอนเหมือนพุทธคือเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ผิดก็แต่โมกษะ (การหลุดพ้น) คือการไปผนวกกับพระเจ้า (อาตมัน) ส่วนโมกษะของพุทธคือดับไม่เหลือ (อนาตมัน) อีกอย่างทั้งสองศาสนาไม่สอนให้คนอวดอ้างอัตตา เวลาสร้างสรรค์อะไรมักไม่บันทึกชื่อเสียงเรียงนามไว้ นัยว่าทำถวายพระเป็นเจ้าหรือพระศาสนา เป็นการทำลายมานะตัวเอง ไม่ให้ราคาการบันทึกชื่อเสียงให้โลกแซ่ซ้อง
เรื่องนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเป็นไปได้ แต่ผมไม่สงสัยเพราะไม่นานมานี้ผมอ่านธรรมะของผู้รู้ท่านหนึ่ง ท่านแนะในทำนองที่ว่าไม่ควรจะอินกับประวัติศาสตร์ให้มากนัก เพราะหากยึดติดมากไปจะทำให้เกิดความอาฆาตแค้นเคืองไม่มีที่สิ้นสุด ว่านั่นเป็นศัตรูอุดมการณ์ข้า ประเทศนี้เป็นพวกชั่ว นั่นเป็นลูกหลานคนต่ำช้า ฯลฯ
ต่อมาผมพบผู้รู้อีกท่านหนึ่งเล่าว่า ไปงานแสดงทางประวัติศาสตร์ที่เมืองหนึ่ง คนดูก็อินกันไปว่านี่บรรพบุรุษข้าถูกพวกนั้นทำร้ายพากันสะเทือนใจเคียดแค้น แต่ท่านผู้นั้นสังเวชใจว่าใครจะไปรู้ว่าพวกที่แค้นอดีตศัตรูบ้านเมืองกันอยู่นี้ ชาติที่แล้วอาจเป็นศัตรูที่มาทำลายบ้านเมืองในอดีตก็เป็นได้
หลักอย่างนี้ก็ดีไม่หยอก จะช่วยให้ลัทธิชาตินิยมไร้เหตุผลอ่อนแรง ส่วนลัทธิอาฆาตทางประวัติศาสตร์ก็จะหมดเชื้อพยาบาทเช่นกัน
อันนี้ยกมาเล่าเพราะแสดงให้เห็นว่าคนพุทธที่ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์เพราะเหตุอย่างนี้ ในศาสนาพุทธเองไม่ใช่ว่าไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่มักเล่าเรื่องการเผยแผ่ศาสนา และมักจะอธิบายไว้ว่าที่บันทึกนี้ให้เกิดความสลดสังเวชใจในความไม่เที่ยงของชีวิตว่ามีขึ้นมีลงแม้แต่ศาสนาเองก็มีเจริญมีเสื่อม ดังในคัมภีร์มหาวงศ์ (ซึ่งเป็นบันทึกประวัติพุทธศาสนาของลังกา) เริ่มต้นไว้ว่าเขียนไว้เพื่อ “จะให้เกิดความเลื่อมใสแลสังเวช” คือ “ท้าวพระยาทั้งหลาย ... ก็มิได้เที่ยงถึงแก่มรณะสืบกันมา”
ภาษิตบอกว่าคนตายเหลือคุณงามความดีไว้ให้อนุชนทำตาม แต่ผมว่าอนุชนมักจะเอาความดีความชั่วมาต่อความยาวสาวความพยาบาทกันมากกว่า
อันที่จริงแล้วไทยเราก็มีบันทึกเรื่องราวเป็นระบบเช่นกัน มิใช่แต่จะเพ่งอนิจจัง วัฏสังขารากันอยู่ร่ำไป อย่างบันทึกของชาววิลันดาสมัยอยุธยาระบุว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดลออมาก แม้นใครเป็นผู้ประจำการเวรวังหลวงในวันใด ผู้ถวายพระกระยาหาร ผู้กระทำการใดๆ ก็ตาม ก็มีบันทึกไว้ทั้งสิ้น เหตุก็เพื่อที่จะลากตัวคนผิดได้ถูก หากอ้ายอีผู้นั้นคิดมิดีต่อเจ้านายในวัง อันนี้เป็นการบันทึกเพื่อสืบความอาฆาตแค้นกันเห็นๆ
แต่ไอ้ข้อมูลจำพวกนี้ไม่ค่อยมีประโยชน์ในการบันทึกเป็นเรื่องราว ดังนั้นเมื่อเสียกรุงมันจึงถูกเผาสิ้นและเมื่อสร้างกรุงเทพทวารวดีขึ้นมาใหม่แล้วก็ไม่ใครใส่ใจจะรื้อฟื้นอีก
ตรงกันข้าม พอตั้งกรุงใหม่ มีการร้อยเรียงประวัติศาสตร์กันเป็นเรื่องเป็นราว ปรากฏว่าเล่มหนึ่งที่เขียนกันใหม่คือ สังคีติยวงศ์ แต่งโดยสมเด็จพระพนรัตน (แก้ว) วัดพระเชตุพนฯ ว่าด้วยการสังคายนา การเกิดขึ้น แพร่หลาย และเสื่อมไปของพุทธศาสนา หรือแม้แต่พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ซึ่งว่าด้วยความจำเริญและเสื่อมสูญของเจ้านายอยุธยา ก็แต่งโดยสมเด็จพระพนรัตน ซึ่งก็แต่งโดยเจ้ากูรูปเดียวกันอีก
จะเห็นว่าถึงที่สุดแล้วปรัชญาประวัติศาสตร์ของไทยก็ยังตามขนบชมพูทวีปอยู่ร่ำไป คือให้เพ่งอนิจจังเข้าไว้ อะไรที่รบกวนจิตใจก็ให้ลืมๆ มันไปเสีย เอาธรรมะเข้าข่มไว้
เขียนอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะให้เราละเลยการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ควรศึกษาเพื่อป้องกัน ไม่ใช่แก้ไขด้วยการเอาเลือดล้างด้วยเลือดหรืออะไรทำนองนั้น ผมเองมักถือหลักว่า Forgive but not forget นี่หลักอุเบกขาธรรมขั้นอุกฤษฏ์ทีเดียวถึงจะทำไม่ได้เต็มร้อย เพราะผู้เขียนยังเป็นคนมีกิเลสตัณหาเต็มเปี่ยม แต่ถ้ามีท่านผู้เจริญคนไหนทำได้สักส่วนเสี้ยวหนึ่งจะดีไม่น้อย
“ให้อภัยแต่อย่าลืม หาไม่เราจะเจ็บปวดอีก การให้อภัยเปลี่ยนมุมมองของเรา การลืมเลือนทำให้เราสูญเสียบทเรียนอันมีค่า” เปาลู คูเอลโญ นักเขียนชื่อดังท่านว่าไว้







