
เจเอฟอีสตีล คาใจมาบตาพุด
เจเอฟอี สตีล พบนายกฯ ถามความชัดเจนมาบตาพุด หลังโครงการผลิตเหล็กสำเร็จรูปมูลค่า 9,000 ล้านบาท ล่าช้ากว่า 4 เดือน
เจเอฟอี สตีล พบนายกฯ ถามความชัดเจนมาบตาพุด หลังโครงการผลิตเหล็กสำเร็จรูปมูลค่า 9,000 ล้านบาท ล่าช้ากว่า 4 เดือน
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผู้บริหารบริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตเหล็กจากญี่ปุ่น ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื่องจากเจเอฟอีมีแผนจะลงทุนผลิตเหล็กสำเร็จรูปสำหรับทำตัวถังรถยนต์ ชิ้นส่วนประตู ฯลฯ มูลค่า 8,0009,000 ล้านบาท แต่ติดอยู่ในโครงการที่ถูกสั่งระงับ
ทั้งนี้ ตามแผนการลงทุนคาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2554 โรงงานจะเริ่มก่อสร้างได้ และในปี 2556 จะผลิตเพื่อขายสินค้าให้กับโรงงานรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งจะสามารถผลิตเหล็กป้อนโรงงานรถยนต์ได้เกิน 1.5 ล้านคันต่อปี แต่ขณะนี้ต้องหยุดแผนการก่อสร้างตามคำสั่ง ทำให้แผนล่าช้าออกไปประมาณ 45 เดือน
“โรงงานอยู่ในช่วงยื่นขออนุมัติก่อสร้าง แต่พอดีกับช่วงที่ประกาศให้ระงับโครงการลงทุน ซึ่งโครงการนี้อยู่ในประเภทเป็นโครงการเหล็ก จึงถูกสั่งให้หยุดดำเนินการไว้ก่อน ผู้ประกอบการจึงต้องการทราบความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา จะได้รีบดำเนินโครงการต่อไปได้ แต่ถ้าเทียบจากพื้นฐาน 18 โครงการรุนแรงแล้ว โครงการนี้ก็ไม่น่าจะเข้าข่ายกิจการรุนแรง” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจกับนักลงทุน โดยกล่าวว่า ภายในวันที่ 23 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณารายชื่อกิจการรุนแรง และน่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมา เพื่อให้นักลงทุนสามารถวางแผนการลงทุนได้
นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการมายื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปก่อนระหว่างที่โครงการถูกระงับเพราะโครงการดังกล่าวยังไม่ได้ยื่นบีโอไอ เพื่อรับสิทธิ ซึ่งหากเริ่มทำตอนนี้จะได้แล้วเสร็จพอดีกับการเดินหน้าโครงการ
สำหรับการลงทุนในโครงการเหล็กต้นน้ำของบริษัท เจเอฟอี กระทรวงได้อธิบายว่าอยู่ในช่วงระหว่างการศึกษา โดยรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการมีโครงการเหล็กต้นน้ำในไทย ซึ่งนักลงทุนก็เข้าใจ และยังไม่คิดจะไปลงทุนโครงการดังกล่าวในประเทศอื่น







