posttoday
หนี้เอเชียพุ่ง กระตุ้นไปมีแต่จม

หนี้เอเชียพุ่ง กระตุ้นไปมีแต่จม

19 พฤษภาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับตั้งแต่ต้นปี 2016 เป็นต้นมา การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในฝั่งประเทศเอเชียเริ่มอ่อนแรงลงมาก มีเพียงญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และอินเดีย เท่านั้นที่ดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงินต่อในปีนี้ โดยเฉพาะแดนอิเหนาที่ลดดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้ง กระนั้นก็ยังสูงกว่าอีกหลายประเทศ โดยดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ที่ระดับ 6.75%

การพักยกมาตรการกระตุ้นไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจทรงตัวหรือเริ่มหันหัวดีขึ้นอย่างน่าพอใจ เพราะหลายประเทศในเอเชียล้วนมีโมเดลอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกันคือ พึ่งการส่งออกเป็นหลัก และจีนเองที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ทั้งส่งออกและนำเข้า ก็ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าพอใจในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา

การพักยกงวดนี้จึงอาจเป็นเพราะ “ทำไม่ได้” เนื่องจากไม่เหลือกระสุนให้ทำได้อีกมากนัก หรืออาจเป็นเพราะเศรษฐกิจในบ้านมีปัญหาใหญ่ที่ทำให้ถมเงินไปเท่าไหร่ก็มีแต่จม จึงไม่คุ้มค่าที่จะเดินหน้าอัดฉีดต่อ

ในกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดกลาง-ใหญ่ของเอเชียนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) เพิ่งส่งสัญญาณเตือนในเดือนนี้ว่า ระดับหนี้ที่สูงขึ้นของหลายประเทศใหญ่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงมากขึ้น ถึงแม้ว่าบางประเทศจะยังคงพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีอยู่ก็ตาม

เพราะในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกอ่อนแรง พร้อมกับที่ความต้องการสินค้าและบริการจากจีนชะลอตัวลงจนเศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบกว่า 25 ปี และสภาพคล่องเริ่มไหลออกกลับไปยังตลาดประเทศพัฒนาแล้ว เอเชียจำเป็นต้องกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศเป็นหลัก ทว่าภาวะหนี้ที่พุ่งสูงกลับเป็นปัจจัยลบกดดันให้การกระตุ้นทั้งทางด้านการเงินและการคลัง ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ภาคเอกชนต่อจีดีพีในเอเชียกำลังขยายตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เมื่อเทียบกับการขยายตัวของหนี้ในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้กำลังเป็นที่น่ากังวลมากที่สุด ขณะที่ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่น่ากังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน 

ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเหล่านี้ แม้ว่าระดับของการขยายตัวจะเริ่มชะลอตัวลงบ้างนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการใช้มาตรการทางการเงิน เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่ไม่มีการประกาศลดดอกเบี้ยเลยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนี้ครัวเรือนที่ขยายตัวแตะระดับ 89% ต่อจีดีพี หรือสูงสุดในเอเชียเป็นอันดับ 2 รองจากเกาหลีใต้นั้น ทำให้รัฐบาลไม่ต้องการกระตุ้นการก่อหนี้ของครัวเรือนมากขึ้น แต่หันไปผ่อนคลายทางการเงินในรูปอื่นแทน เช่น ลดสัดส่วนการตั้งสำรองความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ลง 0.5%

สิ่งที่รัฐบาลมาเลเซียพอจะทำได้คือ การใช้งบประมาณทางการคลัง โดยจัดสรรงบประมาณปี 2016 เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า 6,500 ล้านริงกิต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงจุดไปยังผู้มีรายได้น้อยโดยตรงแทน ทว่าวงเงินดังกล่าวก็ไม่ใช่จำนวนมากพอที่จะหวังผลเยี่ยมได้ เพราะในอีกด้านหนึ่งนั้น รายได้ของประเทศยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำยาวตั้งแต่น้ำมันไปจนถึงสินค้าเกษตร ทำให้รัฐบาลยังต้องคุมกรอบวินัยทางการคลังไม่ให้การขาดดุลงบประมาณเกิดระดับกว่า 3% ไปมากนัก

ในมุมมองของเฟรดเดอริก นูแมนน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซีที่มีต่อไฟแนนเชียลไทมส์นั้น หนี้ครัวเรือนไม่ใช่ปัญหาของระบบการเงิน แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะนอกจากจะกระทบต่อการบริโภคในประเทศ ยังอาจทำให้อุตสาหกรรมบางแห่งมีปัญหาตามมาทันที เช่น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในฮ่องกงนั้นกำลังเผชิญภาวะตลาดซบเซาที่สุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนเกาหลีใต้ซึ่งมีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีถึง 95% นั้น ก็ไม่เลือกหว่านมาตรการกระตุ้นทางการเงินหรือการคลังเพิ่มในวงกว้าง แต่เลือกที่จะช่วยเป็นจุดๆ ไป เพื่อพยุงเศรษฐกิจในยามส่งออกซบเซา โดยที่ไม่กระตุ้นหนี้ครัวเรือนเพิ่ม เช่น การออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี และการพยายามเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐวิสาหกิจและเอกชนในอุตสาหกรรมต่อเรือและชิปปิ้ง และล่าสุดเริ่มส่งสัญญาณอาจหันไปใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ให้ธนาคารกลางเข้าซื้อสินทรัพย์แทน

ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นนับเป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงความยากลำบากในการกระตุ้นเศรษฐกิจบนภาวะหนี้ท่วมประเทศได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเลือกที่จะใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเป็นหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่ามาตรการทางการคลัง ซึ่งประเทศมีหนี้อยู่ทั้งหมดถึง 1,049 ล้านล้านเยน (ราว 314 ล้านล้านบาท) หรือมากกว่าจีดีพีประเทศถึงกว่า 2 เท่าตัว พร้อมภาระทางการคลังมหาศาลในการแบกรับสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถใช้งบประมาณขาดดุลมหาศาลได้เพียงบางช่วงเท่านั้น เช่น การผ่านงบประมาณปี 2016 เมื่อปลายปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกมีปัจจัยลบเยอะและการส่งออกไปจีนยังซบเซา ทำให้ต้องกันงบจำนวนมากมาใช้ด้านสังคมในประเทศ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่การใช้มาตรการทางการเงิน เมื่อต้นปีนี้กับดอกเบี้ยติดลบ 0.1% ไม่ประสบความสำเร็จ ญี่ปุ่นก็ดูจะติดอยู่ในหล่มเดิมที่ยังหาทางออกไม่ได้ เพราะการจะเสี่ยงผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มยังติดไฟแดงจากกลุ่ม จี7 นำโดยสหรัฐที่มองว่าเป็นความพยายามกดค่าเงินเพื่อหนุนส่งออก ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็แบกหนี้หลังอานจากคิวอีนานหลายปีรวมแล้วกว่า 3 แสนล้านล้านเยน (ราว 122 ล้านล้านบาท)

ทว่า การจะหันไปใช้นโยบายการคลังแทนก็ทำได้ยาก เนื่องจากหนี้ของประเทศมหาศาลซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มีฐานะการคลังย่ำแย่ที่สุดในโลก ครั้นจะชะลอการขึ้นภาษีการขายที่มีกำหนดขึ้น 10% ในปีงบประมาณหน้า ซึ่งเป็นตัวฉุดสำคัญต่อการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นก็ทำได้ยากอีกเช่นกัน เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มรายได้รองรับสังคมผู้สูงอายุที่มีแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ภาวะหนี้ที่ท่วมท้นในหลายภาคส่วนยามนี้ จึงทำให้เอเชียทำได้เพียงทยอยกระตุ้นในบางจุดเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านไปแต่ละไตรมาสได้ดีที่สุด หรือเจ็บตัวน้อยที่สุดเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69