posttoday
เก็บภาษีที่ดินเหลว ปฏิรูปเศรษฐกิจล่ม

เก็บภาษีที่ดินเหลว ปฏิรูปเศรษฐกิจล่ม

16 พฤษภาคม 2559

หากเป็นไปตามแผน คลังจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

หากเป็นไปตามแผน คลังจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในไม่ช้านี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ส่งให้เซ็นเพื่อบรรจุวาระให้ ครม.พิจารณาแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายของ ครม.ตีกลับมาให้คลังทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อที่เมื่อกฎหมายผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะได้มีผลบังคับใช้ทันที ไม่ต้องเสียเวลามาออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก

ตามแผนของกระทรวงการคลัง ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยร่างกฎหมายล่าสุดมีความแตกต่างจากร่างเดิมยังมีนัยสำคัญที่ส่งผลดีและไม่ดีกับการออกกฎหมายครั้งนี้

การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีการดำเนินการมาหลายรัฐบาลแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำได้ใกล้เคียงที่สุดคือดันเข้าถึงการพิจารณาของสภา แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็ไม่ได้สานต่อในเรื่องนี้

พอมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการปัดฝุ่นเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม และให้มีการกระจายใช้
ที่ดินมากขึ้น รวมถึงเพิ่มการเก็บรายได้ให้กับประเทศ โดยขณะนั้น สมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง ผลักดันเรื่องนี้เต็มตัว จนได้รับการต่อต้านจากประชาชน
อย่างมาก

สาระสำคัญของกฎหมายสมัยสมหมาย คือ กำหนดเพดานไว้ 4 อัตรา ได้แก่ ที่ดินเพื่อการเกษตร 0.25% ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย 0.5% ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ 1% และที่ดินรกร้างว่างเปล่า 2% แต่อัตราที่เก็บจริงจะต่ำกว่านั้น คือ ในส่วนของภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรจะเก็บไม่เกิน 0.05% ของราคาประเมิน และยังยกเว้นสำหรับผู้ที่มีที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

สำหรับภาษีบ้านจะเก็บอัตรา 0.1% มีการยกเว้นบ้านที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท บ้านที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เก็บภาษีแค่ครึ่งเดียว หรือประมาณการเสียภาษีรถยนต์คันหนึ่ง ส่วนบ้านที่เกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสียเต็มจำนวน เพราะถือว่าเป็นคนมีรายได้ระดับปานกลาง แต่ปรากฏว่าได้รับการต่อต้านจากผู้ที่ต้องเสียภาษีจำนวนมาก

ยังไม่รวมกับการเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่จะเริ่มเก็บ 0.5% และเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 3 ปีหากไม่มีการใช้ประโยชน์ นั่นหมายความว่าหากไม่ใช้ประโยชน์ 6 ปี ก็ต้องเสียภาษีให้รัฐเต็มๆ 2% ทำให้เศรษฐีรวยที่ดินวิ่งล็อบบี้รัฐบาลจนในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ สั่งเบรกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการชั่วคราว

พอมีการปรับ ครม. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็น รมว.คลัง ได้มีการปรับรายละเอียดของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกครั้ง ที่สำคัญคือในส่วนของการเก็บภาษีที่อยู่อาศัย แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันว่าจะเก็บในอัตราเท่าไร แต่มีการแพลมออกมาว่าจะเว้นสำหรับบ้านที่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นบ้านของคนที่มีฐานะดีเป็นเศรษฐีระดับหนึ่งจึงจะมีบ้านอยู่อาศัยราคา 50 ล้านบาท

การปรับรายละเอียดดังกล่าวอาจจะส่งผลดีให้กับผู้เสียภาษี ทำให้คนที่มีบ้านไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นการทำลายสามัญสำนึกของคนที่มีบ้านควรมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนมีรายได้มากไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้น การออกกฎหมายภาษีที่ดินก็ไม่ได้เป็นการลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม แต่กลับเพิ่มความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมให้มากขึ้น เพราะคนที่มีบ้านอยู่ถึง 50 ล้านบาท ยังไม่ต้องเสียภาษีสักบาทเดียว

หากลงไปดูมาตรการบ้านประชารัฐที่รัฐบาลทำ จะเห็นว่าคนที่มีรายได้น้อยควรมีห้องชุดอยู่อาศัยไม่เกิน 7 แสนบาท และหากเป็นบ้านเดี่ยวไม่เกิน 9 แสนบาท ซึ่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ควรให้กับคนที่มีบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท เหมือนกับที่สมหมายทำไว้ก่อนหน้านี้

ดังนั้นหากรัฐบาลยังเดินหน้าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินกับคนรวยมีบ้านหลังโตเช่นนี้ ก็จะทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินเสียของเหมือนกับที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเดิมคลังเสนอให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทในอัตรา 10% แต่พอในชั้นการพิจารณาของ สนช. มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราที่ลดลงเหลือ 5% เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมรดกกลายเป็นแค่กฎหมายในเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำได้จริง

หลังจากนี้ กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกำลังเดินตามรอยมา การเว้นเก็บภาษีบ้านคนรวยได้มากขนาดนี้ ก็พอจะประเมินได้ว่าการเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่าก็จะมีการยกเว้นกันอีกครั้งใหญ่ ทำให้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนอกจากไม่แก้ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยังไม่ทำให้มีกระจายการใช้ที่ดิน และไม่ได้เพิ่มรายได้ของประเทศ เพราะจากการเปิดเผยของอภิศักดิ์ จะเก็บภาษีได้ 3-4 หมื่นล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้ของสมหมายคาดว่าจะเก็บภาษีได้กว่า 1 แสนล้านบาท

สำหรับเงินภาษีที่หายไปมองได้ว่าเป็นการลดภาระให้ผู้เสียภาษี แต่อีกทางก็มองได้ว่าเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้คนรวย ประเทศอยู่ในภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่ายต่อไป ถือว่าการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กำลังคลอดออกมาล้มเหลวและทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มไปด้วย

ปัญหาดังกล่าว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หากรัฐบาลยังเป็นห่วงเรื่องคะแนนเสียง และแรงกดดันจากนายทุน ไม่ปรับรายละเอียดการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับเข้าที่เข้าทางตามที่กระทรวงการคลังเสนอก่อนหน้านี้ การฟื้นฟูและวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาวก็จะมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นที่รู้กันว่า มีความเหลื่อมล้ำการกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง การครองทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะที่ดินอยู่ในมือของคนรวย ซึ่งการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหาตรงจุดและเป็นธรรม เพราะคนมีทรัพย์สินซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศมากก็ควรต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศมาก เพื่อกระจายไปให้กับผู้มีรายได้น้อยกว่า แต่หากรัฐบาลกลับปรับแก้จนเครื่องมือใช้ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายโอกาสที่หาได้ยากแต่ถูกโยนทิ้งไป

นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศก็มีปัญหาเรื่องรายได้ การประเมินของคลังก่อนหน้านี้ต้องการให้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้มากพอที่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนอีกต่อไป ทำให้รัฐบาลกลางมีเงินไปลงทุนพัฒนาประเทศต่อไป

 แต่เมื่อมีการปรับใหม่ การเก็บภาษีได้น้อยลงเพราะรัฐบาลไม่ต้องการเก็บภาษีคนรวย ก็ทำให้ประเทศยังต้องแบกรับภาระส่งรายได้ให้กับท้องถิ่นต่อไป ทำให้เบียดรายได้การลงทุนของประเทศให้มีไม่พอ ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมาเพื่อลงทุน ถึงแม้ว่าจะมีช่องกู้ได้อีกมาก แต่ความสามารถหารายได้ที่เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่า จะส่งผลต่อการชำระหนี้ของประเทศในอนาคตต่อไป

ดังนั้น การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลจะคลอดออกมาไม่ช้านี้ จะพิสูจน์ว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศขนาดนั้น โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ และรายได้ของประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่จะวัดว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มหรือเดินหน้าไปได้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่