posttoday
จีนเร่งคุมฟองสบู่ หวั่นฉุดศก.ซ้ำทำโลกป่วน

จีนเร่งคุมฟองสบู่ หวั่นฉุดศก.ซ้ำทำโลกป่วน

13 พฤษภาคม 2559

ตั้งแต่วิกฤตการณ์เก็งกำไรดอกทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 1637 ไปจนถึงฟองสบู่ดอทคอมในสหรัฐ ช่วงปี 2000

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ตั้งแต่วิกฤตการณ์เก็งกำไรดอกทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 1637 ไปจนถึงฟองสบู่ดอทคอมในสหรัฐ ช่วงปี 2000 ได้สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่าปัญหาการเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งเป็นวัฏจักรที่มักจะกลับมาปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ เพียงแต่อาจมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วยกลไกทางการเงินที่ยุ่งยาก เช่น ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐ ปี 2008

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเก็งกำไรอย่างไร้การควบคุมที่กลายเป็นฟองสบู่เหล่านี้ ยังไม่สามารถเทียบได้กับ “ฟองสบู่จีนยุคใหม่” ที่กำลังดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนที่แตกตัวในเดือน ส.ค. 2015 กำลังมาสู่ “ฟองสบู่สินค้าโภคภัณฑ์” และ “ฟองสบู่เทคโนโลยี” ในปัจจุบัน

ภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดสัญญาล่วงหน้าในจีนมีเงินหลั่งไหลเข้าไปเก็งกำไรมากถึง 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.46 ล้านล้านบาท) โดยมีปริมาณสัญญาซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงเกินกว่าพื้นฐานจริงหลายเท่าตัว เช่น สัญญาซื้อขายเหล็กที่ทำสถิติสูงสุดใน 1 วัน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สามารถนำเหล็กมาสร้างหอไอเฟลได้ถึงราว 1.78 แสนแห่ง หรือสัญญาซื้อขายฝ้ายใน 1 วัน ที่สามารถนำไปผลิตกางเกงยีนส์ได้ราว 7,400 ล้านตัว หรือเพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกนี้

เห็นได้ชัดว่าการเก็งกำไรของจีนไม่ใช่สเกลทั่วไป แต่เป็นขนาดที่สามารถสั่นสะเทือนระดับราคาของสินทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงความเชื่อมั่นที่ทั่วโลกมีต่อจีนตามไปด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของทางการจีนตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งควบคุมฟองสบู่ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว

ทางการจีนอาศัยการควบคุมดูแลผ่านตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าใน 3 ตลาดใหญ่ที่สุดของจีน คือ ต้าเหลียน เซี่ยงไฮ้ และเจิ้งโจว ทั้งการกำหนดให้นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่ไม่มีประวัติลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มาก่อน ต้องจำกัดการซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ลง และการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและมาร์จิ้นในการซื้อขาย

การเข้าควบคุมดูแลอย่างจริงจังหลายสัปดาห์ติดต่อกัน เริ่มส่งผลให้ฟองสบู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในจีนอ่อนตัวลงจนลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกแล้ว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ราคาสัญญาหลายตัวได้ดิ่งลงมาแตะระดับของตลาดหมีไปเรียบร้อยแล้ว จากที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยราคาเหล็กปรับตัวลงถึง 25%

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เร่งควบคุมดูแลสินค้าโภคภัณฑ์จนเพิ่งจะเห็นผลตอบรับที่ดี ทว่าภายในสัปดาห์เดียวกันนี้กลับมีรายงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งว่า ทางการจีนกำลังเร่งเข้าไปควบคุมดูแลฟองสบู่เทคโนโลยีอีกขาหนึ่งด้วย

เว็บไซต์นิตยสารข่าว ไคซิน ได้อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (ซีเอสอาร์ซี) เตรียมออกกฎคุมเข้มไม่ให้ภาคเอกชนจีนขายหุ้นเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี เช่น ระบบการเงินอินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ และโลกเสมือนจริง (วีอาร์) รวมถึงกฎอนุญาตการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในภาคธุรกิจดังกล่าว หลังจากที่บรรดานักลงทุนแห่เข้าลงทุนมากขึ้น เพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจจีน

ทั้งนี้ เพราะภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังซบเซาและขยายตัวได้น้อยที่สุดในรอบกว่า 20 ปี จึงทำให้บรรดานักลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จกับภาคธุรกิจหลัก หันไปลงทุนในธุรกิจอื่นนอกธุรกิจหลักแทน โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี การเงิน และสื่อสารมวลชน ซึ่งข้อมูลของ วินด์ อินฟอร์เมชั่น เปิดเผยว่า ในปี 2015 ภาคเอกชนจีนสามารถระดมทุนได้กว่า 1.04 แสนล้านหยวน (ราว 5.63 แสนล้านบาท) เพื่อลงทุนในภาคเทคโนโลยี

หากปล่อยให้สถานการณ์ฟองสบู่ดังกล่าวขยายตัวต่อไปโดยไร้การควบคุมดูแลอย่างจริงจัง จีนย่อมหนีไม่พ้นภาวะฟองสบู่แตกอีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีนในช่วงเดือน ส.ค. 2015 และเดือน ม.ค. 2016 ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่อาจลามไปถึงภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว ยังไม่เป็นผลดีต่อสถานะของจีนในเวทีโลก ที่ต้องการมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินสากลที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากฟองสบู่ 2 ระลอกใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นอีกครั้งในปีนี้ ทั้งๆ ที่จีนเพิ่งเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกันมาหมาดๆ อาจเป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่า จีนมีปัญหาในการควบคุมฟองสบู่สินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง และเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเดิมๆ เช่นนี้ให้โลกได้ระทึกไปด้วยตามมาอีก

ส่วนหนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะว่า จีนมีความย้อนแย้งในความพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งฟองสบู่ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าก็เป็นผลผลิตมาจากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเอง ที่ทำให้เกิดสภาพคล่องล้นตลาด

ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาและความต้องการสินค้าที่ทรุดตัวลง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อจีนที่เป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก จนฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ อยู่ที่ 6.9% ในปี 2015 ทำให้ทางการจีนต้องทยอยใช้มาตรการผ่อนคลายทั้งการเงินและการคลังออกมาพยุงผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านสินเชื่อและการกู้ยืม

ทว่าการผ่อนปรนที่ต้องการช่วยภาคเศรษฐกิจจริงนั้น กลับส่งผลให้เกิดสภาพคล่องล้นไปด้วย สวนทางกับผลตอบแทนในภาคเศรษฐกิจจริงที่ไม่น่าดึงดูดมากพอ จึงทำให้เงินหลั่งไหลไปเก็งกำไรสินทรัพย์ตามช่องทางต่างๆ ที่สามารถมีช่องทางไปได้ ตั้งแต่ตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงเทคโนโลยี ตราบใดที่จีนไม่ปรับเปลี่ยนตั้งแต่กฎระเบียบและแนวทางในการดูแลเศรษฐกิจประเทศ โดยหันมาควบคุมสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน จีนก็อาจทำได้เพียงการลูบหน้าปะจมูกแก้ปัญหาเป็นรายกรณีกันไปเรื่อยๆ เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่