
ประกันรถภาคบังคับ
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
แวดวงธุรกิจประกันภัยเริ่มมีข่าวดีสำหรับผู้เอาประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีมติเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2559 เห็นชอบปรับเพิ่มวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ (ประกัน พ.ร.บ.) โดยไม่ต้องเพิ่มเบี้ยประกันภัย และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2559 เป็นต้นไป
รายละเอียดการปรับเพิ่มวงเงินตามกรมธรรม์เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กรณีบาดเจ็บจะได้ค่ารักษาพยาบาลต่อคน จากเดิม 5 หมื่นบาท ปรับเพิ่มเป็น 8 หมื่นบาท ค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร จากเดิม 2 แสนบาท ปรับเพิ่มเป็น 3 แสนบาท กรณีสูญเสียอวัยวะจากเดิม 2 แสนบาท ปรับเพิ่มเป็น 2-3 แสนบาท
ประโยชน์ของประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ เพื่อเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองประชาชนผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และเป็นหลักประกันให้กับสถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลในการรักษาผู้ประสบภัยจากรถ
หลักเกณฑ์การชดเชยค่าเสียหายตามประกันภัยภาคบังคับ ที่ได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิดหรือไม่คำนึงว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูกก็ได้รับความคุ้มครอง เรียกว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น หากเกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ประกันตาม พ.ร.บ.จะคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากรถทุกคนทันที ซึ่งอัตราการจ่ายต่อหนึ่งคน คือ ค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริง แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะหรือค่าปลงศพ จ่ายไม่เกิน 3.5 หมื่นบาท แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 6.5 หมื่นบาท ซึ่งสามารถเบิกได้ตามสิทธิของลักษณะการบาดเจ็บ
เมื่อผู้ประสบภัยใช้สิทธิรับค่าเสียหายเบื้องต้นไปแล้ว เช่น เบิกค่ารักษาพยาบาล 3 หมื่นบาท เมื่อผลทางคดีปรากฏว่าตนไม่ผิด สามารถเบิกเพิ่มได้อีกตามความเป็นจริงไม่เกิน 5 หมื่นบาท จากวงเงินคุ้มครองใหม่ 8 หมื่นบาท โดยใช้สิทธิเบิกจากกรมธรรม์รถคันที่เป็นฝ่ายผิด
ประกันภัยตัวนี้จะไม่คุ้มครองในส่วนของความเสียหายอันเกิดแก่ทรัพย์สิน เช่น ค่าซ่อมรถ ซึ่งหากเจ้าของรถอยากได้ความคุ้มครองในส่วนนี้ต้องซื้อประกันแบบภาคสมัครใจ มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ค่าเบี้ยประกันแตกต่างกันไปตามความคุ้มครอง
ในส่วนของค่าเบี้ยประกันกำหนดเป็นอัตราคงที่อัตราเดียว แยกตามประเภทรถ ลักษณะการใช้รถ อัตราค่าเบี้ยที่ใช้อยู่ในขณะนี้ คือ รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) ค่าเบี้ย 645.21 บาท รถกระบะน้ำหนักไม่เกิน 3 ตัน ค่าเบี้ย 967.28 บาท เป็นต้น
แต่มีรถบางประเภทที่ไม่ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ เช่น รถของกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ รถทหาร รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด ฯลฯ
การฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และหากเจ้าของรถยนต์ไม่ทำประกันภัยภาคบังคับ กรมการขนส่งทางบกจะไม่รับจดทะเบียนและต่อภาษีประจำปีให้คล้ายๆ เป็นการบังคับไปในตัว จึงเป็นชื่อเรียกว่าประกันภัยภาคบังคับ
การปรับเพิ่มวงเงินคุ้มครองประกันภัยตามกรมธรรม์ อาจส่งผลให้คนใช้รถหันมาให้ความสำคัญกับประกันภัยภาคบังคับมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่รถยนต์ที่ใช้ไปนานๆ หลายๆ ปี บางคนไม่ต่อประกัน ต่อภาษี ต่อทะเบียนรถ เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงมีการโต้แย้งโต้เถียงกันบ่อยครั้ง และประกันภัยภาคบังคับนี้ปัจจุบันคุ้มครองหมด ไม่ว่ารถเก่าหรือรถใหม่ ในเฉพาะกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ต่างจากภาคสมัครใจที่บริษัทประกันภัยจะรับประกันภัยตามสภาพของรถ ซึ่งจะคุ้มครองตัวรถ รวมถึงกรณีการบาดเจ็บเสียชีวิต (ที่นอกเหนือจากการประกันภัยภาคบังคับ) ยิ่งเป็นประกันภัยชั้น 1 จะคุ้มครองเกือบทุกกรณี คนที่ซื้อประกันภัยประเภทนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องค่าซ่อมรถคู่กรณี เพราะบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ประสบภัยจะได้รับอุบัติเหตุจากรถที่ไม่ได้ทำประกันภัยจากรถภาคบังคับ ก็ยังได้รับความคุ้มครองในเรื่องค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แต่จะไม่ได้รับความคุ้มครองที่นอกเหนือจากค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งหากยังต้องการเรียกร้องส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้น ต้องเรียกร้องจากผู้ที่เป็นฝ่ายผิดหรือผู้ที่ทำละเมิดโดยตรง
หน่วยงาน คปภ. ซึ่งดูแลควบคุมงานด้านประกันภัย ได้พิจารณาว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้รถเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับหนึ่งของไทยยิ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ละปีเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ในทุกๆ ปีรัฐบาลจะประกาศให้เป็น 7 วันอันตราย เมื่อกรมธรรม์คุ้มครองก่อนวันที่ 1 เม.ย. จึงเป็นเรื่องที่สอดรับกับสถานการณ์ การปรับวงเงินคุ้มครองตามนโยบายของ คปภ.ยังช่วยลดทัศนคติที่ไม่ดีของประชาชนที่มีต่อบริษัทประกันภัย หรือแม้แต่ตัวแทนหน้าผู้ขายประกัน เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากทำประกัน ประกันภัยภาคบังคับก็เช่นกัน
การที่ คปภ.ออกมาเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนเป็นสิ่งที่ดี และช่วยสนับสนุนกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของประกันภัยภาคบังคับ เพราะค่าเบี้ยประกันไม่ได้สูงอย่างภาคสมัครใจ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว สิทธิที่จะได้รับมากกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไป
อย่างน้อยคนใช้รถยนต์ต้องมีประกันภัยภาคบังคับ ควรตระหนักถึงความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่นให้มาก เวลาเกิดอุบัติเหตุจะได้ไม่เป็นภาระให้กับคนข้างหลัง เสียเบี้ยประกันเพียงเล็กน้อยเพื่อแลกกับสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้







