posttoday

กม.ประชามติ ปิดกั้นเสรีภาพ?

10 พฤษภาคม 2559

กลายเป็นประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลัง กกต. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2559

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2559 โดยกฎหมายดังกล่าวมีหน้าที่สกัดกั้นผู้เห็นต่าง และให้ฝ่ายเห็นชอบสามารถดำเนินการได้ทางเดียว

จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้มุมมองต่อเรื่องดังกล่าวว่า กฎหมายประชามติที่ออกมา ถ้ามองบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตย  ในเชิงวิชาการของตะวันตก ถือเป็นการลิดรอน สกัดกั้น

ทั้งนี้ ถ้ามองในมิติสถานการณ์จำเป็นขณะนี้ จะบอกว่าเป็นการปิดกั้นคงไม่ถูก เพราะกฎหมายที่ออกมาสามารถให้วิจารณ์ได้ แต่ต้องเป็นในเรื่องของเนื้อหาสาระ ไม่ใส่อารมณ์ อีกทั้งกฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีผลกับทุกฝ่ายทั้งเชียร์และปฏิเสธ

ส่วนกรณีที่มองอีกฝ่าย เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ กกต. มีสิทธิแจงเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ก็ทำเฉพาะอธิบายถึงเนื้อหาสาระที่อยู่ในร่างเท่านั้น ไม่สามารถไปบอกว่าเลือกอย่างนั้น ซึ่งทำไม่ได้ เพราะกฎหมายใช้บังคับทุกฝ่าย

“มันอาจไปกระทบประชาธิปไตยที่บอกว่าเสรีภาพ แต่ในบริบทความจำเป็น ซึ่งอย่าลืมว่าสภาวะนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย และจะมองว่าหรืออธิบายว่าเป็นการปิดกั้น ไม่ชัดขนาดนั้น เพราะกฎหมายนี้ใช้กับทุกฝ่าย แม้กระทั่ง กกต. กรธ.เองมีสิทธิทำได้ แค่ให้รายละเอียดเท่านั้น”

จักษ์ วิเคราะห์ถึงจุดประสงค์ที่บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 สเต็ป 1.ให้เห็นว่าไม่แฟร์ เกิดความคลางแคลงใจ และ 2.สร้างสิ่งที่ไม่สง่างามให้กับรัฐธรรมนูญหากผ่าน โดยนำไปสู่เป้าหมายหลัก คือ แก้ไขเปลี่ยนแปลงหากมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง

“เหมือนกรณีรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีการเคลื่อนไหวเรื่อยๆ ให้รับๆ ไปก่อนค่อยแก้ ซึ่งเป็นวาทกรรม คือ ต้องรับ สุดท้ายก็มีเป้าหมายทางการเมือง แต่เรื่องนี้บางส่วนก็แสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ แต่คนที่ขับเคลื่อนการเมือง เป้าหมายอันแรก คือ ไม่ผ่านก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ผ่านไม่ผ่าน รับไม่รับ เป็นการแสดงให้เห็นว่าประชาชนเลือกข้างใด แต่หากไม่ผ่าน คสช.ลำบาก หากผ่านรัฐธรรมนูญถูกแก้ไข”

จักษ์ สะท้อนสิ่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว เนื่องมาจากส่วนหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เปิดประเด็น หากเรื่องดังกล่าวผ่านไม่ผ่าน ก็จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ทำให้หลายฝ่ายไม่กลัว เพราะถ้าไม่ผ่าน เลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นการเมืองไม่กลัว ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ผ่าน ไม่รู้เป็นไง อันนี้น่ากังวลให้กับฝ่ายการเมือง

ขณะที่ สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง มองว่า เหมือนรณรงค์ได้อย่างเดียว คือ ให้รับในลักษณะเปิดโอกาสให้กับฝ่ายยกร่าง คือ กรธ.สามารถอธิบายฝ่ายเดียว และแน่นอนก็ต้องอธิบายถึงข้อดีรัฐธรรมนูญนี้ ขณะที่บางส่วนซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามไม่ให้พูด จึงเหมือนกับไม่ให้โอกาสฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมีโอกาสเท่าเทียมกันในการอธิบาย เพื่อให้ประชาชนหรือคนทั่วไปได้รับทราบข้อดีข้อเสียรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่

“อยากเสนอให้เปิดเวที ในเมื่อ กกต.ดำเนินการจัดการเวทีได้ ก็ควรเปิดโอกาสช่วง 3 เดือน ทั้งโทรทัศน์ สถาบันการศึกษา  ให้ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญดีเบตกับฝ่ายไม่เห็นด้วยในข้อใดบ้าง เพราะถ้ากฎหมายใดเป็นในลักษณะไม่ให้โอกาสคน ก็เหมือนกับกาต้มน้ำอัดมานานก็ระเบิด ถ้าเปิดให้พูดแสดงความเห็นหลายหลากทั้งข้อดีและเสีย บรรยากาศทางการเมืองก็ผ่อนคลายลง และหลายฝ่ายจะมองว่ารัฐบาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย”

อดีต กกต.รายนี้ ระบุอีกว่า แม้รัฐบาลไม่ให้พูดทั้งฝ่ายรับและไม่รับ แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่ เพราะ กรธ.ได้ออกมาเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยจัด ครู ก. ครู ข. คือ ฝั่งที่พูดข้อดีของรัฐธรรมนูญทั้งหมด ฝั่งไม่เห็นด้วยไม่มีเวทีไปพูดโต้แย้ง ยิ่งเป็นเหมือนลักษณะมัดมือชก คนรู้สึกต่อต้าน มากกว่าเปิดให้ระบาย เป็นสิ่งไม่เป็นธรรม และทำให้รู้สึกว่าต่อต้านรัฐธรรมนูญต้องดำเนินต่อไปแม้ประชามติผ่านแล้วก็ตาม อารมณ์ไม่เห็นด้วยก็เพิ่มพูน

แม้มีข้อเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น แต่จะทำประชามตินี้ควรเปิดให้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะเวทีรัฐธรรมนูญ แต่ควรเปิดเรื่องกฎหมายปรองดอง จะทำให้ความกดดันที่ประชาชนมีความรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อรัฐบาล ให้เห็นว่าให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”

ด้าน ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า กฎหมายประชามติมีข้อดี คือ ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ โดย กกต.ออกมากำหนด 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คนไม่ทราบรายละเอียดได้ประพฤติปฏิบัติถูกต้อง

ขณะที่ข้อเสีย คือ ประชามติหัวใจหลักไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน บนพื้นฐานเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้กรอบประชาธิปไตย ฉะนั้นถ้าออกกฎหมายหรือกลไกใดๆ ที่มากเกินไป การมีส่วนร่วมของประชาชนจะถูกลดทอนไปมากเท่านั้น

“การทำประชามติไม่ควรจะเป็นเรื่องการห้ามวิพากษ์วิจารณ์หรือห้ามแสดงความเห็น แต่ต้องเป็นในรูปแบบการสร้างโอกาสเรียนรู้ให้ประชาชน เช่น ฝ่ายสนับสนุนฝ่ายเห็นต่างก็พูดได้ ให้เกิดการรับฟังรอบด้าน นี่คือหัวใจที่ทำให้ประชามติมีคุณค่า และถ้ากฎหมายประชามติสามารถเปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็น ก็เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านมาสูงมาก แม้มีหลายฝ่ายบอกว่าโอกาสไม่ผ่านสูง แต่คิดว่าผ่านมีมากกว่า เพราะผู้อยู่ในอำนาจรัฐมีความได้เปรียบจากกลไกต่างๆ”

นอกจากนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างเป็นสิ่งน่าคิด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในสังคม หมายถึงกติกาที่ทุกคนต้องรู้ต่อการเป็นเจ้าของร่วม ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านโดยอาศัยเพียงข้อบังคับกฎหมายอย่างเดียว แต่ขาดความชอบธรรมทางการเมือง การได้รับการยอมรับจะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เมื่อถึงการบังคับใช้ก็จะเกิดปัญหาตามมา ทั้งเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. ที่มานายกฯ การจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นปัญหาที่ไล่เรียงไปเรื่อยๆ แม้แต่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์จะมีบ้างเป็นระยะ ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นวงเล็กๆ ไม่ใช่วงกว้างถึงขั้นชุมนุมต่อต้าน แต่ถามว่าถึงขั้นเปลี่ยนแปลงกลไกในการลงประชามติหรือรัฐธรรมนูญเลยหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ เพราะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

ข่าวล่าสุด

พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีนครสวรรค์ ชูนโยบายที่ดิน–ราคาเกษตรเป็นธรรม