ส่องคำพูด "ประยุทธ์" เห็นผลลัพธ์ 2 ปี คสช.
สิ่งที่ประชาชนจับตาและกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง คือ จะใช้เวลาที่มีปฏิรูปอย่างจริงจังและเกิดประโยชน์ได้มากแค่ไหน
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
วันที่ 22 พ.ค. ครบรอบ 2 ปี กับการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาพร้อมสร้างความสงบเรียบร้อยให้ชาติบ้านเมืองหลังต้องเผชิญวิกฤตจากพิษภัยการเมืองอย่างรุนแรง
แน่นอนว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มีอะไรสำเร็จลุล่วงไปแล้วบ้าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สะท้อนภาพรวม ว่า ต้องย้อนหลังกลับไปดูประกาศ คสช.เข้ามาทำอะไร แล้ว 2 ปี ได้ทำอะไรหรือไม่อย่างไร เพราะหลายเรื่องราวยังไม่ตรงกับคำประกาศตอนเข้ามา
ทั้งนี้ ส่วนตัวพยายามเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ไปรวบรวมสิ่งที่พูด ไม่ว่าคำสั่ง คสช. หรือในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ รวมถึงปาฐกถาต่างๆ ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชน ว่า 2 ปี ได้พูดอะไรไว้ และแต่ละเรื่องทำเสร็จแล้วกี่เรื่อง
“พล.อ.ประยุทธ์ มีไอเดียบรรเจิด มีรูปแบบสั่งมากจนผู้ใต้บังคับบัญชารู้ทาง เลยไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่ง ถ้า 2 ปี รวบรวมคำประกาศจะเห็นได้ว่ามีประเด็นใดบ้างทำสำเร็จ สะท้อนผลลัพธ์เป็นอย่างดี เช่น เรตติ้งรายการคืนความสุขลดลง เพราะประชาชนจำ เมื่อพูดไม่มีการทำจะดูทำไม เมื่อนายกฯ เรียกเรตติ้ง ต้องไปดูว่าประชาชนหวังสิ่งที่พูด แต่ไม่ได้สิ่งที่ทำ”
จตุพร ยอมรับว่า ทั้งหมดพาให้เกี่ยวเนื่องรวมถึงเรื่องการเมือง และรัฐธรรมนูญ หนีไม่พ้น เพียงแต่ว่าการเข้าใจประชาชนแตกต่างกัน เช่น เรื่องทำประชามติ ถ้าออกกฎหมายมากีดกันฝ่ายไม่รับ แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้โทษหนักขึ้น ไม่นับมาตรา 44 และคิดว่าฝ่ายรับทำได้ทางเดียว คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงรักษาดินแดน ออกสื่อจัดกิจกรรมฝ่ายเดียว หวังชนะประชามติ ซึ่งเป็นความคิดผิดพลาดมาก
“รัฐธรรมนูญไปที่ไหนก็ดีผิดปกติ แต่ในทางการเมืองยังไม่เข้าใจหรือรู้จักประชาชน เพราะคนไทยดื้อเงียบ ไม่ปฏิเสธการซื้อแต่ไม่เลือก ทำให้พรรคการเมืองหนึ่งที่เคยเรียกร้องให้ปฏิรูป จ่ายมากแต่ทำไมแพ้ เพราะประชาชนคนไทยมาไกลมาก เรื่องรัฐธรรมนูญสมัยร่างบวรศักดิ์จนมาถึงมีชัย ไม่มีอะไรที่ประชาชนได้รับฟัง ความเดือดร้อนประชาชนไม่ได้รับแก้ไข ซึ่งสำคัญมาก”
ขณะเดียวกัน ปัญหาอย่างเรื่องลักวิ่งชิงปล้นก็ถือเป็นตัวสะท้อน เหมือนยุคปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าเรือนจำว่าง ซึ่งยังไม่นับชาวบ้านขายข้าวแต่ทุกวันนี้ต้องมาซื้อข้าว และที่ยืนอยู่ได้เพราะหาอาหารกินได้ ถ้าวันไหนขาด เป็นเรื่องใหญ่ ชาวนาหลายปีเปลี่ยนแปลงไปไกล ดังนั้นหากรวบรวมคำพูดตลอด 2 ปี ก็จะเห็นคำตอบชัดเจน
ด้าน สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า เรื่องที่เป็นโจทย์ใหญ่และถือเป็นพันธกิจ คสช.ที่ต้องเน้นย้ำ ซึ่งเป็นพันธสัญญาทางสังคมในช่วงนั้น มีด้วยกัน 3 เรื่อง 1.ยุติความขัดแย้ง สร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ
2.จัดการความไม่ชอบมาพากลจากผลผลิตทางการเมืองล้มเหลว ทุจริต ใช้อำนาจมิชอบจากรัฐบาลที่ผ่านมาในการเลือกปฏิบัติ และ 3.การปฏิรูปประเทศไทย โดยทั้ง 3 เรื่อง ไม่มีภาคขยายชัดเจน แม้จะเห็นยุทธศาสตร์ชัดบางระดับ แต่ในทางปฏิบัติ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เด่นชัดเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง
สุริยะใส ยกตัวอย่างเช่น ปฏิรูปประเทศไทย ซึ่ง คสช.มีอำนาจพิเศษทำให้การเมืองมีทางออก แต่การปฏิรูปยังไปไม่ถึงไหน แม้กระทั่งการปฏิรูประดับโครงสร้างก็ไม่ชัดซึ่งมีบ้างบางระดับ แม้ที่ผ่านมา คสช.พยายามแก้ปัญหาทั้งเรื่องค้ามนุษย์ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเรื่องการบิน แต่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องพบกับปัญหานี้
ทว่า เรื่องใหญ่ที่ต้องปฏิรูปกลับถูกแช่แข็ง เช่น การปฏิรูปตำราจ ข้าราชการ กระจายอำนาจ และการจัดการปราบปรามทุจริต ส่วนเรื่องที่คิดว่าหายไปนาทีนี้ คือ เรื่องการปรองดอง โดยส่วนตัวคิดว่าไม่เชื่อ คสช.เชื่อว่าบ้านเมืองจะเกิดความสมัครสมานสามัคคี
“แต่แปลกใจที่ คสช.ไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ยกตัวอย่าง ย้อนหลังกลับไปช่วงรัฐประหารใหม่ๆ คสช.มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูในเรื่องนี้ แต่ระยะหลังเงียบหายไป”
สุริยะใส ยกผลงานรัฐบาลกรณีเข้าไปเคลียร์ปัญหาของรัฐบาลที่แล้วในการทุจริต ถือเป็นผลงานรูปธรรม แต่สิ่งที่เป็นห่วงสุด การรัฐประหารอาจไปสู่จุดเสียของ แต่ภาพรวมถ้าเป็นไปตามโรดแมป ตามทัศนคติส่วนตัว คสช.ยังมีเวลาพอในการทำเรื่องปฏิรูปใหญ่ๆ ให้แล้วเสร็จ
ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (กปปส.) เห็นว่า ผลงาน คสช.ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นที่พอใจของประชาชน โดยนายกฯ มีความตั้งใจแก้ปัญหาประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า คสช.รับศึกหนักหลายด้านทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ แต่สิ่งที่ประชาชนจับตาและกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง คือ จะใช้เวลาที่มีปฏิรูปอย่างจริงจังและเกิดประโยชน์ได้มากแค่ไหน ส่วนเรื่องการเมืองคิดว่า คสช.คงไม่สนใจเรื่องนี้ จึงไม่ใช่จุดต้องกังวล ทั้งตัวนายกฯ บุคคลสำคัญใน คสช. แสดงเจตนาชัดขอทำหน้าที่ปฏิรูป โดยไม่กลับมาการเมืองอีก
“สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่ความผิด คสช. แต่เกิดจากเศรษฐกิจโลก ต้องแก้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ถ้าเทียบกับสถานการณ์ขณะนี้ คสช.ยังแก้ได้ดีอยู่ แต่จากนี้ไป คสช.จะใช้เวลาให้เกิดเป็นประโยชน์อย่างไร”


