ปราสาทขอมเชื่อมวัฒนธรรมไทย-กัมพูชา
กรมศิลปากร เตรียมสร้างเส้นทางวัฒนธรรมเชื่อมไทย-กัมพูชา ผ่านปราสาทขอมโบราณที่อยู่ใน 2 ประเทศ
โดย...สมาน สุดโต
กรมศิลปากร เตรียมสร้างเส้นทางวัฒนธรรมเชื่อมไทย-กัมพูชา ผ่านปราสาทขอมโบราณที่อยู่ใน 2 ประเทศ คือสด๊กก๊อกธม อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว กับปราสาทบันเตียฉมาร์ และปราสาทบันทายทัพ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพราะห่างกันเพียง 60 กิโลเมตร เดินทางชมได้ในวันเดียว ถ้าสามารถผ่านจุดผ่อนปรนตาพระยาได้
อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ให้นโยบายดังกล่าวหลังจากพาคณะผู้บริหารกรมศิลปากร ประกอบด้วย รองอธิบดี และผู้อำนวยการสำนักศิลปากรทั่วประเทศ ชมปราสาทบันทายฉมาร์ และบันทายทัพ ที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2559 โดยเข้าทางด่านคลองลึก จ.สระแก้ว ผ่าน ศรีโสภณ ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร โดยมี ปก นาดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย และคณะต้อนรับ เมื่อพบผู้นำระดับจังหวัดจึงพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเรื่องเชื่อมโยงเส้นทางวัฒนธรรม ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเห็นด้วย แต่งานนี้จะเป็นจริงต้องคุยอย่างเป็นทางการผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง และการปกครอง ของทั้งสองประเทศ
บันเตียฉมาร์
สภาพของปราสาทบันเตียฉมาร์ ที่เห็นด้วยตา ขณะที่เยี่ยมชมนั้นฝนเทลงมาพอดี คือความชำรุดทรุดโทรม ที่เกิดตามกาลเวลา และผลจากสงครามเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว จึงเห็นหินทรายที่เป็นโครงสร้างกองกับพื้น จนไม่สามารถนึกถึงภาพอาคารที่สมบูรณ์ได้ นอกจากระเบียง หรือวิหารคตบางจุดที่คับแคบที่ยังเหลืออยู่ ที่ผู้เขียนอาศัยหลบฝน สิ่งที่รับรู้คือโครงสร้างหลังคาที่ใช้หินสกัดเป็นกระเบื้องมุงนั้นยอดเยี่ยมมาก น้ำฝนไม่รั่วซึม ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นพระพุทธรูปแกะสลักอยู่ที่เสาหิน 4 เหลี่ยมทุกเสา เสาละ 2 รูป
ปราสาทนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคติพุทธมหายาน เพื่ออุทิศให้พระราชโอรสที่ช่วยรบจนชนะจาม และอุทิศให้นายทหารที่ช่วยชีวิตในการสู้รบในครั้งนั้น สิ่งที่บ่งบอกว่าสร้างตามคติพุทธมหายานคือภาพแกะสลักอวโลกิเตศวร อยู่ที่วิหารคตทางทิศตะวันออก ที่นักท่องเที่ยวต้องชม มิเช่นนั้นถือว่ายังไม่ถึงปราสาทบันเตียฉมาร์
จุดเด่นปราสาทแห่งนี้คือความใหญ่โต โอฬาร ตั้งอยู่ระหว่างนครวัด นครธม จังหวัดเสียมราฐและปราสาทสด๊กก๊อกธม ที่ตาพระยา ประเทศไทย
อภิชาติ ทวีโภคา เขียนในหนังสือสด๊กก๊อกธม บันเตียฉมาร์ ว่าปราสาทบันเตียฉมาร์ (Banteay Chhmar) ตั้งอยู่อำเภอทมอปวก (Thma Puok) จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ห่างจากปราสาทบันเตียทัพหรือบันเตียต๊วป (Banteay Torp) 6 กิโลเมตร ข้อมูลเก่าแก่ที่สุด เอเตียน เอโมนิเยร์ (Etienne Aymonier) สำรวจและจัดทำแผนผังปราสาทบันเตียฉมาร์ มีกำแพงเมืองรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบ ขนาดกว้างยาวประมาณ 2,000x2,500 เมตร ทิศตะวันออกของกำแพงเมืองจะไปบรรจบกับขอบบาราย
ส่วนปราสาทบันเตียทัพตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง มีขนาดกว้างยาวประมาณ 2,500x2,500 เมตร กำแพงเมืองด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก กำแพงเป็นคันดินสูงขึ้นลักษณะเป็นรูป L คว่ำ
ชื่อของปราสาท “บันเตีย” หรือ “บันทาย” เป็นภาษาเขมร แปลว่า “ค่ายทหาร หรือป้อมปราการ” แต่ชาวบ้านเรียกว่า “ป้อมแมว” ฉมาร์ในภาษาเขมร แปลว่า แมว
ปราสาทบันเตียฉมาร์ได้รับการบูรณะโดยกองทุนมรดกโลก (Global Heritage Fund หรือ GHF) ผลงานที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ งานบูรณะประกอบชิ้นงาน ปรับปรุงฐานรากและบูรณะติดตั้งภาพสลักนูนต่ำเล่าเรื่อง ระเบียงคตทิศตะวันออกด้านทิศใต้ปราสาทบันเตียฉมาร์
สด๊กก๊อกธม
อธิบดีอนันต์ กล่าวว่า กรมศิลปากรใช้เวลา 20 ปี บูรณะซ่อมแซมปราสาทสด๊กก๊อกธมได้อย่างสมบูรณ์ และตามรูปแบบโบราณโดยไม่ผิดเพี้ยน จึงเป็นหน้าที่ในการบริหารจัดการว่า จะจัดการโบราณสถานสำคัญนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ทางวัฒนธรรมได้อย่างไรต่อไป
อันดับแรกให้หาข้อมูลเชื่อมโยงเพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว คือค้นหาเส้นทางชักลากหินทรายจากตาพระยา ไปสร้างปราสาทบันทายฉมาร์ และบันทายทัพ สมัยโบราณ อยู่ที่ไหน สามารถฟื้นฟูได้หรือไม่ ทั้งนี้ ท่านอธิบดีกล่าวว่า ความคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากฟังข้อมูลทางฝ่ายกัมพูชาว่าหินทรายทั้งหมดที่สร้างปราสาทที่บันเตียเมียนเจย ไปจากตาพระยาทั้งสิ้น
ส่วนการบริหารจัดการปราสาทสด๊กก๊อกธม ที่กรมศิลปากรบูรณปฏิสังขรณ์ให้กลับมาอยู่ในรูปแบบเดิม โดยรักษาของเก่าไว้ นำของใหม่มาเสริม กรณีที่ของเดิมสูญหายไป งานแรกที่จะทำได้แก่สร้างศิวลึงค์จำลองมาประดิษฐานที่ปราสาทองค์ประธาน เพราะปราสาทนี้เป็นเทวสถาน ไศวนิกาย มีฐานโยนีธรณะเป็นหลักฐานตั้งอยู่ในครรภคฤหะ แต่องค์ศิวลึงค์ หายไป
ต่อไปอาจสร้างสำนักงานขึ้นเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องเดินทางจากสำนักศิลปากรที่ 5 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อมาดูแล และมีความเป็นไปได้ที่อาจประกาศเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ก็ได้ เพราะมีเนื้อที่ถึง 600 กว่าไร่
ปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นศาสนสถานเกี่ยวเนื่องกับศาสนาฮินดูแบบไศวนิกาย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองหญ้าแก้ว หมู่ 9 ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คำว่า “สด๊กก๊อกธม” เป็นภาษาเขมร หมายถึง “กกกอใหญ่” หรือ “บึงต้นกกใหญ่” ในอดีตชาวบ้านเคยเรียกชื่อปราสาทแห่งนี้ว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าเคยมีคนหลงทางเข้าไปในดงแล้วเห็นว่ามีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่บริเวณโดยรอบตัวปราสาท
ที่เด่นที่สุดของปราสาทแห่งนี้คือศิลาจารึกสด๊กก๊อกธม หลักที่ 2 ที่จารึกในปีพุทธศักราช 1595 โดย “สทาศิวะ” หรือ “ชเยนทรวรมัน” พระมหาราชครูของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (ครองราชย์ปี พ.ศ.1592-1609) ที่เป็นอักษรขอม ภาษาสันสกฤตและเขมรค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2444 โดย เอเตียน เอโมนิเยร์ นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์ต้องอ้างอิง ปัจจุบันจารึกชิ้นนี้ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
อธิบดีอนันต์ กล่าวว่า จารึกเล่าเรื่องการสร้างอาณาจักรและการเป็นผู้นำลัทธิเทวราชาเข้ามาในอาณาจักรกัมพูชาโบราณ โดยใช้คำว่า “กัมรเตงชคตศิวลึงค์” คือเจ้าแห่งชีวิตที่อยู่ในศิวลึงค์ และคำนี้ยังหมายถึงกษัตริย์สวรรคตแล้วไปรวมกับพระศิวะอีกด้วย คตินี้ทำให้เกิดการสร้างเทวสถานในกัมพูชาใหญ่โตยิ่ง
ส่วนการล่มสลายขอมโบราณ บางคนว่าเพราะมุ่งสร้างจนเศรษฐกิจพินาศ แต่ ยอร์จ เซเดย์ ว่าไม่ใช่ หากแต่เกิดจากประชาชนหันหลังให้กับลัทธิเดิม และไปยอมรับลัทธิใหม่คือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่เข้ามาในพุทธศตวรรษที่ 18-19 ที่ประชาชนยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ที่ประชาชนเบื่อหน่ายที่พระเจ้าสร้างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ลัทธิใหม่ อยู่อย่างพอเพียง เดินสายกลาง พระสงฆ์รู้จักพอ อยู่กินง่าย กุฏิมุงหญ้าคาก็พอแล้ว ต่างกับพราหมณ์ ที่ต้องหาที่อยู่ให้พระเจ้าอย่างใหญ่โต ขนหินมาก่อสร้างไม่รู้จักพอ ยอร์จ เซเดย์ ว่า จุดเริ่มต้นคือการหันหลังให้ของประชาชน เป็นจุดที่สั่นคลอน เพราะคนไม่เชื่อและหันหลังให้ก็จบเลย ในเรื่องนี้อธิบดีอนันต์ นึกถึงเกจิที่มีช่ื่อเสียง ขณะมีชีวิตลานวัดไม่มีที่จอดรถ แต่มรณภาพแล้วกลายสภาพวังเวงเพราะคนหันหลังให้ สรุปว่าถ้าคนหันหลังให้ ศรัทธาหมด ทุกอย่างจบ


