
ผู้นำในแบบ ‘เอสซีจี’
เอสซีจี เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของเมืองไทย การขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของเอสซีจีจึงเป็นที่น่าจับตามอง
เอสซีจี เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของเมืองไทย การขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของเอสซีจีจึงเป็นที่น่าจับตามองถึงบทบาทของผู้นำองค์กรระดับแนวหน้าของไทย
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ล่าสุดของเอสซีจี มองถึงการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเอสซีจีว่า เอสซีจีมีวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ถูกวางไว้แล้ว โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการที่จะทำให้บรรลุวิสัยทัศน์ตรงนี้ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็มานั่งคุยกัน มานั่งแชร์กันว่าจะปรับปรุงอย่างไร เพื่อไปให้ถึงตรงนั้นได้
“ทุกปีเราก็จะมารีวิววิสัยทัศน์ตรงนี้ว่ามีภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ต้องปรับไหม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะบางองค์กรพลาดตรงนี้ไป เพราะคิดว่าวิสัยทัศน์เป็นเรื่องของผู้บริหาร และบางทีที่แย่กว่านั้นคือการเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารคนเดียว แสดงว่าควรเป็นเรื่องที่คุณควรทำคนเดียว ผมก็เลยคิดว่าอยากจะเน้นตรงนี้ว่าเป็นวิสัยทัศน์องค์กร ไม่ใช่ของคนคนเดียว เป็นของคนทุกคนที่มีส่วนร่วมกัน”
วิสัยทัศน์ของเอสซีจีมองในเรื่องของการเติบโตของธุรกิจอาเซียน ซึ่งเรามองว่ามีศักยภาพ เรามองว่าเรามีองค์ความรู้ที่เข้าไปพัฒนาให้เจริญเติบโตขึ้นได้ เรื่องที่สองคือเรื่องนวัตกรรม ซึ่งเราทำมาถึงระดับหนึ่งแล้ว อยากจะพัฒนาต่อไป ในอีกมิติหนึ่ง คือ การเอาตลาด เอาลูกค้า เอาความต้องการของคนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอสซีจีเข้ามามีส่วนร่วมในนวัตกรรม
อีกส่วนหนึ่งคือองค์ความรู้จากตลาด ซึ่งเราไม่ได้เอามาจากตลาดในเมืองไทยอย่างเดียว เราสามารถเอาตลาดที่อยู่ในอาเซียนทั้งหมดเข้ามาเสริมให้นวัตกรรมตรงนี้ของเรามีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และท้ายที่สุดคือนวัตกรรมระดับโลก เราสามารถเอาตรงนี้เข้ามาเสริมและพัฒนาคนของเราให้มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจและนวัตกรรมให้ใกล้เคียงตลาดโลกได้ นี่คือสิ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของเอสซีจี
“องค์กรนี้เป็นองค์กรของเราทุกคน ความสำเร็จถ้าบอกว่าผมมีส่วนช่วยก็คือ 1 ใน 50,000 คนที่มีอยู่ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมันก็น้อยมาก ผมก็มีบทบาทในการเป็น 1 ใน 50,000 น้องพนักงานทุกคนก็มีบทบาทคือ 1 ใน 50,000 เหมือนกัน การเป็นผู้นำขององค์กรก็ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จขององค์กรเป็นของผู้นำอย่างเดียว
“เพราะฉะนั้นหลักในการทำงาน ผมก็คิดแบบนี้แหละ ถ้าคิดในแง่ไม่ดีก็แค่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ก็แค่ 1 ใน 50,000 เท่านั้นเอง ผมเปลี่ยนงานมา 7 ครั้งแล้ว ไม่เคยเสียใจเลยที่ได้ทำงานที่ตัวเองทำได้ ที่ผมทำงานมา คือ ถ้ามีความรับผิดชอบขนาดนี้ก็ต้องทำขนาดนี้ ที่สำคัญของผู้นำองค์กรผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การที่คุณเป็นผู้นำ นั่นแปลว่าคุณต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ผมคิดว่ามันแล้วแต่วิธีการทำงานของผู้บริหาร วิธีการทำงานของพนักงาน วิธีการทำงานของผู้นำ ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่เจอลูกน้องผมคิดว่าผมควรจะไหว้ลูกน้องมากกว่า รู้สึกต้องขอบคุณที่เขาทำให้ผมมีงานทำมาถึงทุกวันนี้
“หน้าที่ซีอีโอมีสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่มากกว่าสิ่งที่ควรทำ ผมว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ คือ การทำให้องค์กรมีพนักงานที่ไม่กล้าตัดสินใจ ทำให้ทุกคนในองค์กรไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่กล้าที่จะแสดงออก ผมเชื่อว่าองค์กรจะเจริญเติบโตไปได้ด้วยการตัดสินใจ ซึ่งองค์กรก็คือคน เมื่อไหร่ที่ผู้นำองค์กรทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจแสดงว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำ
อีกอย่างหนึ่งที่ผู้นำองค์กรไม่ควรทำ คือ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เอาเปรียบ ไม่ใส่ใจในเรื่องคน เลือกที่รักมักที่ชัง เลือกปฏิบัติ ไม่กล้าที่จะเป็นผู้นำที่กล้าจะเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องที่ควรทำ อาจจะมีแค่ 1-2 เรื่องเท่านั้น คนที่เป็นผู้นำจริงๆ มีเรื่องที่ควรทำน้อยมาก เพราะว่าคนที่เข้ามาทำงานในองค์กรก็อยากเห็นการเจริญเติบโตขององค์กร น้องๆ ที่เข้ามาทำงานก็อยากที่จะมีความก้าวหน้า อยากทำงานที่มีความท้าทาย ถ้าเราสามารถทำให้องค์กรไปตรงนั้นได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ถูก”







