posttoday
ดอลลาร์อ่อนยาว ดันทองขาขึ้นช่วงสั้น

ดอลลาร์อ่อนยาว ดันทองขาขึ้นช่วงสั้น

03 พฤษภาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ในขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้น เผชิญความผันผวนอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นปี และมีทิศทางที่ไม่สดใสนักในช่วงไตรมาส 2 นี้ ทว่าสินทรัพย์โภคภัณฑ์อย่าง “ทองคำ” กลับมีทิศทางตรงกันข้าม และสามารถทะยานขึ้นจากราคาปิดราว 1,070 ณ สิ้นปี 2015 มาจนเกือบแตะ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ได้ในปัจจุบัน  

แน่นอนว่าราคาทองในวันนี้อาจยังไม่สามารถเทียบได้กับช่วงพีกที่ทะยานไปถึงราว 1,920 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อปี 2011 ทว่าก็ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สามารถเกาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ไต่ระดับขึ้นไปได้เรื่อยๆ ในปีนี้

ที่สำคัญ ทองคำยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อไปได้อีกเหนือระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในเร็วๆ นี้ ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งคาดว่าจะเป็นราวไตรมาส 3 เพราะสถานการณ์ในระยะใกล้ล้วนเต็มไปด้วยปัจจัยที่หนุนราคาโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ประการสำคัญที่สุด คือการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องของค่าเงินเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประวิงเวลาการขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และส่งสัญญาณถึงความไม่รีบร้อนนี้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ในแทบจะทุกครั้งที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ต้นปี 2016 ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญๆ ทั่วโลก มีเพียงบางจังหวะไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่เงินเหรียญสหรัฐจะดีดตัวขึ้นมาแข็งค่าได้บ้าง ในช่วงที่เฟดส่งสัญญาณเชิงนัยก่อนการประชุม และในช่วงที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้

ปัจจุบัน เงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับเงินเยน จึงส่งผลให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นตามทันทีในการซื้อขายที่ตลาดเอเชีย จนไปแตะระดับสูงสุดรอบ 15 เดือน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายต่างเห็นตรงกันว่า ราคาจะขึ้นไปทะลุ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ได้อย่างแน่นอน ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวใดๆ จากเฟดตามมา ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ในตลาดก็ทยอยให้น้ำหนักกับการปรับขึ้นในเดือน ก.ค.กันมากขึ้น เนื่องจากเฟดต้องการให้ผ่านความผันผวนของการลงประชามติในอังกฤษ เดือน มิ.ย.ออกไปก่อน

ขณะเดียวกันหากพิจารณาปัจจัยค่าเงินเป็นหลักก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า ปัจจุบันแทบไม่มีค่าเงินใดที่จะอ่อนค่าลงไปเหนือเงินเหรียญสหรัฐได้ ธนาคารกลางของยุโรปไม่อยู่ในสถานะที่จะกระตุ้นเพิ่มได้อีกในเร็วๆ นี้ หลังจากที่กระตุ้นล็อตใหญ่เหนือความคาดหมายไปเมื่อเดือนนี้ ขณะที่บีโอเจนั้น ก็เพิ่งจะขอพักยกงดกระตุ้นรอบใหม่แบบหักปากกาเซียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากความกังวลว่าใช้ไปแล้วจะเสียของ เกิดผลกระทบด้านลบมากกว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว ธนาคารกลางเหล่านี้ยังเผชิญแรงกดดันอีกด้านจากสหรัฐ ที่จับตาเรื่องการกดค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกและเศรษฐกิจของตนเอง โดยกระทรวงการคลังสหรัฐเอง เพิ่งขึ้นบัญชีจับตา 5 ประเทศที่สุ่มเสี่ยงจะเข้าข่ายปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งนอกจากจะมีจีนติดโผเป็นปกติแล้ว ก็ยังมีญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ และไต้หวันด้วย ซึ่งแรงกดดันจากสหรัฐนี่เองที่คาดกันว่าทำให้ญี่ปุ่นยังไม่ขยับตัวเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างจริงจัง

ดังนั้นจึงเท่ากับว่าในระยะใกล้นี้ เศรษฐกิจโลกยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรใหม่ๆ ให้เป็นผลดีกับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นมากนัก ตรงกันข้าม กลับแวดล้อมไปด้วยปัจจัยลบที่พร้อมจะกระพือความผันผวนในตลาดขึ้นมาอีกครั้ง เช่น การลงประชามติของอังกฤษว่าจะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ในเดือน มิ.ย.นี้หรือไม่

ขณะเดียวกัน ยังต้องไม่ลืมปัจจัยใหม่จาก “จีน” ที่เพิ่งประกาศมาตรการใหม่ด้วยการเปิดตลาดซื้อขายทองคำโดยเปลี่ยนจากการใช้เงินเหรียญสหรัฐหันมาอิงกับสกุลเงินหยวนเป็นครั้งแรกในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประเดิมราคาอ้างอิงแรกเริ่มด้วย 256.92 หยวน/กรัม

แม้บางทฤษฎีจะเชื่อว่านี่คือความพยายามครั้งสำคัญของจีนในการผละออกจากอกเงินเหรียญสหรัฐ ที่ถูกพิมพ์ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และจีนก็เป็นเจ้าที่ถือครองอยู่นับล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่นี่ก็ยังเป็นเพียงความเชื่อที่ยากต่อการแถลงอย่างเป็นทางการ หรือยังอาจเป็นเพียงความปรารถนาในระยะยาวของจีนมากกว่า

สิ่งที่ชัดเจนกว่าจากการเปิดตลาดซื้อขายทองคำอิงสกุลเงินหยวนของจีนครั้งนี้ จึงเพื่อต้องการเข้ามามีอิทธิพลในตลาดทองคำโลกมากขึ้น ในฐานะลูกค้าผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ของโลก ที่ต้องการมีส่วนกำหนดทิศทางราคาทองมากขึ้น หลังจากที่ราคาทองในวันนี้ยังไม่สอดคล้องกับปริมาณการซื้อขายจริงเท่าที่ควร

นอกจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปแล้ว ธนาคารกลางของจีนรวมถึงในหลายประเทศยังมีสัดส่วนการเข้าซื้อทองคำเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มีธนาคารกลางรัสเซียเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ขณะที่ในปี 2016 นี้ ธนาคารบาเคลย์เคยคาดการณ์ไว้ว่าจีนจะปรับเพิ่มสัดส่วนการถือทองคำกว่า 200 ตัน เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต

ทั้งนี้ การซื้อขายทองอ้างอิงสกุลเงินหยวนของจีน อาจจะยังไม่ส่งผลต่อตลาดซื้อขายทองคำกระแสหลักที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในระยะใกล้ แต่เชื่อว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะจึงจะเริ่มทยอยมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดราคาทองคำโลก เนื่องจากส่วนหนึ่งยังต้องเกาะไปกับสกุลเงินหยวนที่ทยอยปรับให้เคลื่อนไหวเสรีขึ้นบนเวทีโลกด้วย แต่ในระยะต่อไปนั้น หลายฝ่ายเชื่อว่าการเป็นลูกค้ารายใหญ่ของจีนจะส่งผลต่อราคาทองในทิศทางขาขึ้นตามมา

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน