
ทัศนคติ, ความเชื่อ และกลไกทางสังคมที่บกพร่อง
โดย....พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
โดย....พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
นักการเมือง นักวิชาการ นักสังเกตการณ์ทางการเมือง รวมถึงพลเมืองในบ้านเราบางส่วนปักใจเชื่อแบบสุดโต่งว่า “การปราบนักการเมืองโกง” คือสูตรสำเร็จอันจะนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ดีในวันข้างหน้า
เป็นความเชื่อโดยยึดทัศนคตินำ ด้วยเข้าใจว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาประเทศเราเดินหน้าไปไม่ถึงไหน เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยคนโกง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ใช้สนามเลือกตั้งเป็นสะพานทอดไปกินบ้านกินเมืองอย่างตะกละตะกลามโดยไม่รู้จักพอ
จะว่าไปหากจะสรุปเช่นนั้นก็ไม่ได้ผิด หรือถูก เพียงแต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียทั้งหมด เพราะภาวะลุ่มๆ ดอนๆ ในการบริหารประเทศไม่ได้มีสาเหตุจากนักการเมืองโกงเพียงปัจจัยเดียว
เรายังมีอุปสรรคที่ขัดขวางการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นอีกมาก มากพอๆ กับสถิติการก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งทารุณโหดร้าย ฆ่าล้างโคตร ตีรันฟันแทงกันธรรมดารายวัน
ในจำนวนคดีเหล่านี้ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งอีกเช่นกันที่เรียกร้องให้มีการ “ประหารชีวิต” ผู้ต้องหาในคดีสะเทือนขวัญ โดยเฉพาะการข่มขืนเด็กและเยาวชน
ถ้าจะตีความแบบเหมารวมว่าผู้ที่สนับสนุนการลงโทษนักการเมืองโกงขั้นสูงสุด กับผู้รณรงค์เรียกร้องให้ประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืน เป็นพวกเดียวกัน อาจไม่ถูกต้องในเชิงตรรกะวิชาการ แต่อาจเป็น
กลุ่มที่มีความคิดความเชื่อใกล้เคียงกันบางประการ
สิ่งที่น่าจะเหมือนกัน ก็คือการใช้อารมณ์นำการตัดสินใจและผูกเป็นความเชื่อ
ถ้าจะตีความแบบเหมารวมอีก ก็คือคนกลุ่มนี้ฝักใฝ่อำนาจนิยม ด้วยเชื่อว่าการใช้เครื่องมือรัฐลงโทษอย่างเข้มข้นจะช่วยลดคนโกง ความเหี้ยมโหดในตัวมนุษย์จะค่อยเจือจางลง และท้ายที่สุดจะเหลือเพียงคนดีๆ อยู่เต็มบ้านเต็มเมือง???
คนกลุ่มแรกเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “รับร่างรัฐธรรมนูญ” ในการลงประชามติกันช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ โดยเชื่อว่าหากกลไกกติกาสูงสุดสามารถเอานักการเมืองขี้ฉ้อไปตัดหัวทิ้ง ยิงเป้า นักเลือกตั้งก็จะไม่กล้าทำผิดคิดร้ายกับบ้านเมืองอีก
นั่นหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยจะเป็นอุปกรณ์เกรดพรีเมียม (ตามความเชื่อ) ช่วยขจัดการทุจริตให้หมดสิ้นแผ่นดินไทย ช่างสอดประสานกับกลุ่มร้องหาโทษประหารสถานเดียวในคดีข่มขืน เพราะต่างก็เชื่อว่าเมื่อมีบทลงโทษที่รุนแรง ผู้คนก็จะยำเกรงกฎหมายและไม่กล้าจะก่อกรรมทำชั่วอีก
พูดไปก็ไม่ผิด แต่ทัศนคติและความเชื่อในทำนองนี้เอาเข้าจริงแล้วมันสะท้อนถึง “กลไกทางสังคมที่บกพร่อง” ในบ้านเราอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือไม่สร้าง “กลไก” แต่มุ่งใช้อารมณ์ นำไปสู่การลงโทษเป็นหลัก แต่มองข้ามกระบวนการทางสังคม ซึ่งหมายถึงการเปิดทางให้พลเมืองมีส่วนร่วมออกแบบกติกาและสร้างฉันทามติขึ้นเป็นกฎการอยู่ร่วมกัน
กระบวนการที่ว่าแยกย่อยออกหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับขนาดของสังคมนั้นว่ามีขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ กติกาการปกครองถือเป็นกลไกทางสังคมภายในรัฐ ซึ่งผู้ใต้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการออกแบบ แต่หากสมาชิกของสังคมละเมิดข้อตกลงร่วม ย่อมต้องมีบทลงโทษ
บางสังคมที่ยังล้าหลังมักเห็นว่าการนำผู้กระทำผิดไปยิงเป้า เป็นเรื่องสมควรแก่เหตุ บางสังคมที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนจะให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์เหนือกว่าสังคมที่ยึดถือความเชื่อ
การก่อกำเนิดของแต่ละสังคมมนุษย์ผ่านการออกแบบลักษณะการอยู่ร่วมกันแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความยินยอมพร้อมใจของสมาชิกในชุมชนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคมประชาธิปไตยหรือสังคม
รูปแบบอื่น ก็ไม่อาจปฏิเสธแนวทางใดแนวทางหนึ่งจากนี้ไปได้
หากกล่าวอย่างถึงที่สุด อันตรายของกลไกทางสังคมที่บกพร่องประการหนึ่ง เปรียบเสมือนการออกใบอนุญาตการก่อความรุนแรงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้ใบอนุญาตนั้นไปใช้ ใครจะเป็นผู้ลงมือกระทำ
ถ้าเปรียบปัญหาในบ้านเมืองเราเป็นเชื้อร้าย เราคงประหารชีวิตเชื้อโรคนั้นกันทุกวี่ทุกวัน และไม่มีวันหมด ทางออกที่ดีเราต้องหามาตรการป้องกันควบคู่ไปด้วย อาจจะเรียกการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ถ้ามีภูมิเข้มแข็ง เชื้อโรคอาจจะค่อยๆ หายไปในที่สุด
เฉกเช่นประชาธิปไตย มิควรได้มาด้วยการเริ่มต้นด้วยการเข่นฆ่ากัน และฆ่ามัน (ฝ่ายตรงข้าม) ให้หมดสิ้น จะปลูกประชาธิปไตยต้องรู้จักดิน รู้จักใช้ปุ๋ยให้ถูกขนาน ค่อยๆ พรวนดิน รดน้ำ ต้นประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาอาจจะงอกขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้สักวัน
กล่าวอย่างถึงที่สุดอีก ก็คือเราควรนำคนในชาติไปร่วมสร้างอนาคตที่ดีแก่ประเทศชาติที่ประกอบไปด้วยสังคมอันหลากหลาย ทั้งชาติพันธุ์ ศาสนา และที่มา แต่หากเรายังเห็นดีเห็นงามกับการใช้วิธี “ประหัตประหาร” เพียงสถานเดียวในการกำจัดอุปสรรค อาจเป็นการเพาะเชื้อความบกพร่องอื่นๆ ให้ตามมาอีก
ใช่หรือไม่ว่าการตัดเสื้อต้องเหมาะกับคนใส่ ไม่ใช่เหมาะสำหรับคนตัด







