posttoday
เพิ่มประสิทธิภาพงาน ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

เพิ่มประสิทธิภาพงาน ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

01 พฤษภาคม 2559

กับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง คือ ประเทศที่เคยสามารถยกระดับจากประเทศยากจนมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

กับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง คือ ประเทศที่เคยสามารถยกระดับจากประเทศยากจนมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่หลังจากนั้นกลับไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงได้ เปรียบเหมือนติดอยู่ในกับดัก ผลคือรายได้ประชาชาติไม่เพิ่มขึ้น หรือถ้าลงรายละเอียดไปอีก คือรายได้ของคนในประเทศไม่มีโอกาสสูงขึ้นเทียบกับคนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

สำหรับไทย ธนาคารโลกเคยคาดไว้ตั้งแต่ปี 2554 ว่า เป็นประเทศหนึ่งที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ปัญหาพลังงานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดไป รวมทั้งต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพในการผลิตลดลง และส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก

ขณะที่การจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้นั้น ธนาคารโลกเห็นว่าเศรษฐกิจไทยต้องเติบโตในอัตราสูงเป็นเวลายาวนานต่อเนื่อง รวมทั้งต้องเพิ่มผลิตภาพในการผลิต (Productivity) เงื่อนไขดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องค่าจ้างแรงงานและประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา ระบุว่า จากนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้าลงเรื่อยๆ คือจากที่เคยเติบโตได้ราว 5% จะเหลือเพียง 3% เนื่องจากปัญหาการส่งออกที่เคยเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีปัญหา เติบโตลดลงจากที่เคยสูงเป็นเลข 2 หลัก จะเหลือไม่ถึง 4%

ปัญหาการส่งออกของไทยนั้น นอกจากจะเกิดจากโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ยังมีประเด็นเรื่องแรงงานไทย ทั้งเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ค่าแรงสูง ทำให้แข่งขันกับคู่แข่งยากขึ้น และประสิทธิภาพการผลิต

ในด้านค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าประสิทธิภาพแรงงาน ทำให้ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้นและความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยค่าจ้างเฉลี่ยที่แท้จริงของแรงงานภาคเอกชนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเพียง 2% ต่อปี แต่ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมาที่มีการขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยที่เคยลดลงเฉลี่ย 1% ต่อปี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลายเป็นเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ตั้งแต่ปี 2554

ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพแรงงานที่ต่ำ แรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรสูงมาก คือ 40% ของแรงงานทั้งหมด และบางส่วนมีการย้ายไปภาคบริการที่ประสิทธิภาพแรงงานต่ำ ขณะที่แรงงานที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าแรงงานภาคอื่นๆ คือ แรงงานภาคอุตสาหกรรม กลับมีสัดส่วนไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

โดยแรงงานภาคเกษตรมีประสิทธิภาพแรงงานต่ำสุดเพียง 1 ใน 10 ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น และเป็นสาเหตุที่แรงงานไทยมีรายได้ต่ำ ซึ่งหากมีการย้ายแรงงานภาคเกษตรออกมาอยู่ภาคอุตสาหกรรมได้ราว 10% ของแรงงานทั้งหมด จะทำให้ประสิทธิภาพแรงงานสูงขึ้นประมาณ 8% และทำให้รายได้ต่อหัวของไทยโตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ต่อปี จากเดิมที่โตไม่ถึง 4% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือรัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่จะทำอย่างไรให้แรงงานภาคเกษตรย้ายไปอยู่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น และทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น

พร้อมๆ กันนั้น รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายในการพัฒนาคลัสเตอร์ในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งไทยได้เปรียบในการผลิต แต่สินค้าขั้นต้นที่ยังไม่มีการแปรรูปมากนักทำให้มูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ยางพาราแปรรูปขั้นต้น เช่น น้ำยาง หรือยางแผ่น มากกว่าการแปรรูปเป็นล้อรถยนต์ หรือผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ที่มูลค่าเพิ่มมากกว่า

การพัฒนาคลัสเตอร์ภูมิภาคยังกระจายความเจริญจากเมืองสู่ภูมิภาค ทำให้แรงงานไม่ต้องย้ายถิ่น แต่มีรายได้เพิ่มและช่วยให้หัวเมืองรองสามารถพัฒนาเป็นเมืองมากขึ้น เป็นการเพิ่มกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองที่จะมีความต้องการพื้นฐาน อย่าง บ้าน รถยนต์ ทีวี การกินข้าวนอกบ้าน ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศเติบโต ผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตตาม

ด้าน ยงยุทธ  แฉล้มวงษ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นด้วยกับข้อเสนอของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ให้รัฐบาลขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5-7% แต่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ โดยขอให้ขึ้นเพียง 7 จังหวัดที่เคยขึ้นไปเมื่อกลางปี 2555 รวมทั้งใช้ข้อมูลการสำรวจของคณะกรรมการค่าจ้าง ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูง เช่น จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของต่างชาติมากๆ เช่น พัทยา (ชลบุรี) และเชียงใหม่ เป็นต้น และในปี 2560 ให้มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำโดยอัตโนมัติจากฐานค่าจ้างเดิมในปี 2559 เช่น จ.มุกดาหาร มีดัชนีค่าครองชีพ 3% จากฐาน 300 บาท ค่าจ้างขั้นต่ำปี 2560 ก็คือ 309 บาท

ทั้งนี้ การเสนอข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากการขึ้นค่าจ้างแรงงานมีปัจจัยด้านบวก เช่น กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในการบริโภคมากขึ้น ชดเชยค่าครองชีพที่น่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งอัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็มีผลกระทบต่อนายจ้าง ในภาวะที่การผลิตชะลอตัวและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจส่งออกด้วย

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี