posttoday
Replay การรัฐประหารเพื่ออะไร

Replay การรัฐประหารเพื่ออะไร

27 เมษายน 2559

โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

ผมไม่แน่ใจนักว่า “การยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยการรัฐประหาร” จะก่อให้เกิดการตอบโจทย์เหตุผลการยึดอำนาจหรือการรัฐประหารได้มากน้อยแค่ไหน และการยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (2558) ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

โดยมีข้อกล่าวอ้างของการยึดอำนาจรัฐประหาร สรุปได้ว่า เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นใน กทม.และพื้นที่ใกล้เคียงต่อเนื่องมาเป็นเวลานานจนลุกลามสู่ภูมิภาค ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่างๆ และเกิดความรุนแรงใช้กำลังอาวุธสงครามเข้าทำร้ายประหัตประหารกัน จนสวัสดิภาพการดำรงชีวิตของประชาชนไม่เป็นปกติสุข การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองชะงักงัน กระทบต่อการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้หลายฝ่ายจะพยายามประสานให้มีการเจรจาปรองดองกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังมีแนวโน้มขยายความรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ ภายหลังการยึดอำนาจได้มีแนวทางการแก้ปัญหาประเทศ ซึ่งเป็นเหตุที่มาของการรัฐประหารไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ไว้ โดยมีสาระสำคัญ เช่น (1) การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อใช้อำนาจสกัดกั้นการใช้กำลังและการนำอาวุธมาใช้คุกคามประชาชน เพื่อยุติความหวาดระแวงและแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง (2) การให้มีรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขสถานการณ์อันวิกฤตให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ โดยจัดให้มีกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาความเป็นธรรมและปัญหาเศรษฐกิจ (3) การดำเนินการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่างๆ เพื่อให้มีการปฏิรูป และให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมืองให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมเข้าใจว่า เมื่อโจทย์ตั้งต้นไว้เป็นเป้าหมายและแนวทางการรัฐประหารว่าจะทำอะไรดังที่กล่าวแล้ว ดูเหมือนว่าจะได้รับการขานรับจากประชาชนส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศและคืนความสุขให้กับประชาชน และสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่านั้นก็คือ จะต้องทำให้การรัฐประหารไม่ย้อนรอยเดิมเหมือนปี 2549 ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารในช่วงนั้น ซึ่งในเวลาต่อมาถูกขนานนามว่า “รัฐประหารแล้วทำให้เสียของ” เพราะไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศ แต่กลับถูกกดดันให้เร่งไปสู่การเลือกตั้ง

ดังนั้น การรัฐประหารของ คสช. ก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีที่จะต้องไม่ทำให้เกิดการย้อนรอยการรัฐประหารในวิธีเดิมๆ และมีความจำเป็นอยู่เองที่จะต้องมุ่งไปสู่การตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศเป็นสำคัญมากกว่าการเร่งมุ่งไปสู่การเลือกตั้งจนลืมสิ่งที่เป็นสาระในการจัดการกับการแก้ปัญหาประเทศให้คลี่คลายลงไป ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการดำเนินการที่มุ่งเน้นไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ทั้งในแง่ของการทำประชามติเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญไปสู่การเลือกตั้ง ก็ยิ่งไม่แน่ใจนักว่าสถานการณ์เดิมๆ จะกลับมาอีกหรือไม่ ทั้งในแง่ของความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ และความรุนแรงที่จะตามมาอีกหรือไม่ ก็ยังเป็นความกังวลกันอยู่

ยิ่งนับวันใกล้จะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยิ่งเห็นอาการส่งสัญญาณการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่เคยมีอำนาจและต้องสูญเสียอำนาจไปจากการยึดอำนาจรัฐประหารของ คสช. ซึ่งส่อให้เห็นปรากฏการณ์และกระบวนการออกโรงทั้งในแง่ของการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผย และมีขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาลปัจจุบันและ คสช. ทั้งใต้ดิน บนดิน ที่แสดงออกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ รวมทั้งยังมีฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผย

เมื่อประมวลสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการทำประชามตินี้ ก็คือ กลุ่มที่เคยเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อนการรัฐประหารนั่นเอง

ผมเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ไม่ใช่เป็นสาระสำคัญ แต่สาระสำคัญอยู่ที่ว่าเส้นทางเดินไปสู่การเลือกตั้งจะก่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยที่มีหลักประกันความเป็นธรรมาภิบาล การลดความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงได้มากน้อยเพียงใด ที่สำคัญ ความตั้งใจที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อเยียวยาปัญหาของประเทศซึ่งหมักหมมมาเป็นเวลานานนั้น จะได้รับการสานต่อจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ เพราะผมเห็นว่าคู่ขัดแย้งทางการเมืองยังเป็นความคิดความเชื่อที่เป็นคู่ขนานกันตลอดเวลาของการพัฒนาประชาธิปไตย และการแก้ปัญหาประเทศ นั่นก็คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าต้องเร่งเส้นทางให้เกิดการเลือกตั้งเป็นการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือความมั่นใจกับการปฏิรูปประเทศ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนต่างๆ ให้เสร็จสิ้นก่อนการเลือกตั้ง และต้องพัฒนาประชาธิปไตยควบคู่กันไป

ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่า คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องกลับมาทบทวนและใช้ความคิด ความตระหนักถึงโจทย์เป้าหมายของการรัฐประหารเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้อง Replay ว่าทำการยึดอำนาจรัฐประหารที่ตั้งโจทย์ไว้ทำไปเพื่ออะไร เพื่อจะปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง หรือจะโยนปัญหาการปฏิรูปประเทศให้กับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์