
เสียงจักจั่นใน กทม.
โดย...อานิก
โดย...อานิก
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล (หม่อมเต่า) เล่าไว้ในหนังสือ “สดุดี(คนอื่น)” ว่าจักจั่นเคยหายไปจาก กทม.หลายสิบปีเพราะอากาศเสีย แต่ทุกวันนี้ หากอยู่ในที่ที่มีต้นไม้พอสมควรใน กทม. ก็มักได้ยินเสียงจักจั่นทุกค่ำคืน
ที่จักจั่นกลับมาอยู่ได้ ก็เพราะคุณภาพอากาศดีขึ้นมาก จากการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้หม่อมเต่า “สดุดี” ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ผู้ริเริ่มและผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2533 ที่เริ่มมีการ
ลดกำมะถันในน้ำมันดีเซล เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำยากเพราะ “มาก่อนเหตุการณ์จะสุกงอม” สังคมยังไม่ตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม
แม้กรุงเทพฯ เมื่อ 30 ปีก่อนไม่ได้แย่เท่ากรุงลอนดอนที่หม่อมเต่าเล่าอาการ แต่ก็ยังติดอันดับต้นๆ ในโลกด้านมลพิษทางอากาศ
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงมีหลากหลายมิติ ทั้งในแง่คุณสมบัติน้ำมัน การวางแผนล่วงหน้าที่ครอบคลุมหลายภาคส่วน เป็นขั้นตอน บางขั้นใช้เวลาหลายปี อีกทั้งอุปสรรคต่างๆ นานา
ในด้านคุณภาพน้ำมัน ซึ่งต้องปรับปรุงทั้งดีเซลและเบนซิน นอกจากกำมะถันแล้วยังต้องลดสารพิษอื่นๆ เช่น ตะกั่ว ทั้งไอน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมด และสารก่อมะเร็งอย่างอาโรเมติกและเบนซีน และต้องลดจุดกลั่นดีเซลด้วย เป็นต้น มาตรฐานคุณภาพต้องพัฒนาทีละขั้นเพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมการให้สอดรับกันทีละตอน และผู้บริโภคไม่ต้องรับต้นทุนเพิ่มที่ก้าวกระโดด มีการลดค่าสารพิษต่างๆ รวมอย่างน้อย 7-8 ครั้ง เช่น ตะกั่วลดลงจาก 0.84 กรัม/ลิตร เหลือ 0.005 กำมะถันจาก 1% โดยน้ำหนักเหลือ 0.5% เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดให้เก็บไอระเหยน้ำมันที่ถังเก็บและหัวจ่ายด้วย
การปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน มีผลต่อบรรยากาศมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์ด้วย แม้เครื่องเก่าแต่ใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น ก็จะปล่อยมลพิษลดลง
แต่จะลดได้อีกมาก หากมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา (catalytic converter) ซึ่งกำจัดหรือลดปริมาณมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานไอเสียของรถยนต์ใหม่ ซึ่งกว่ารถรุ่นเก่าที่อยู่ในท้องตลาดจะถูกเลิกใช้ ก็ใช้เวลาเป็นสิบปี ต้องมีการตรวจจับควันดำควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ เครื่องฟอกไอเสีย จะทำงานได้ประสิทธิภาพ ก็ต้องใช้เชื้อเพลิงที่แทบไร้ตะกั่วและมีสารพิษไม่เกินระดับหนึ่ง
จึงต้องจัดให้มีการจำหน่ายน้ำมันไร้สารตะกั่ว ก่อนที่รถรุ่นใหม่จะออกสู่ตลาด ดังนั้น อุปสรรคที่คาดหมายได้ คือจากธุรกิจน้ำมันและรถยนต์ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากร่วมมือ เพราะต้องลงทุนมากขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มยอดขายหรือกำไร แต่คงไม่ขาดทุนเพราะสามารถผ่านส่งผู้บริโภคซึ่งจะได้รับประโยชน์จากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ก็มีการปรับมาตรฐานไอเสียของจักรยานยนต์ ทำให้เครื่องสองจังหวะหายไป มลพิษก็ลดลงอีกขั้น
ในส่วนธุรกิจน้ำมัน จะขายน้ำมันชนิดใหม่ในสถานีบริการได้ต้องเพิ่มหัวจ่ายและถังใต้ดิน และต้องปรับแก้คลังน้ำมันและรถขน โรงกลั่นน้ำมันก็ต้องลงทุนปรับกระบวนการกลั่นด้วย
บริษัทน้ำมัน ต่างส่งผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาเพื่อให้บอกว่ายังไม่ควรเปลี่ยนแปลง แต่พอผู้เชี่ยวชาญได้มาสัมผัสบรรยากาศของ กทม.ที่เต็มไปด้วยมลพิษอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องใช้เครื่องวัด ต่างก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าควรจะทำได้
อุปสรรคที่ไม่น่าเกิดคือ มีนักวิชาการไทยออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงด้วยข้อมูลบิดเบือน เช่น ในเวทีรับฟังความคิดเห็น ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับผู้ผลิตยนต์ที่ไม่อยากลงทุนเปลี่ยนกระบวนการผลิต มีการโต้แย้งว่าcatalytic converter ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ร้อนไม่เหมาะกับประเทศไทยเพราะอากาศร้อน ถ้ารถจอดบนหญ้า หญ้าจะไฟไหม้ ถ้าจอดบนยางมะตอย ยางจะละลาย หากมีน้ำท่วมเมื่อรถแล่นผ่าน catalytic converterก็จะแตก! 25 ปีผ่านไป ความจริงปรากฏว่าไม่มีปัญหาใดๆ ที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังมีการส่งข้อมูลทำนองว่าตะกั่วไม่เป็นพิษ! คงเพราะผู้ค้าตะกั่วจะขาดรายได้
โชคดีที่ผู้ใหญ่สมัยนั้นมีความเข้าใจและกล้าหาญ อาทิ ดร.ไพจิตรเอื้อทวีกุล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องพลังงานในรัฐบาลอานันท์ 1 ได้ขอไปเป็นรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมในอานันท์ 2 เพื่อช่วยดูเรื่องนี้
คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครจึงเริ่มดีขึ้น นอกจากการกลับมาของจักจั่นแล้ว ยังมีตัวชี้วัดทางธรรมชาติที่สำคัญอีกอย่างคือ ไลเคนส์เป็นพืชที่ลักษณะเป็นแผ่นๆ เกาะตามเปลือกต้นไม้ ซึ่งใน กทม.มีหลากหลายชนิดขึ้น มูลนิธิโลกสีเขียวพบว่า ที่วังสราญรมย์เคยมีไลเคนส์เพียงชนิดเดียวในปี 2538 ซึ่งเขาวาดเป็นการ์ตูน “หน้าเบ้” แต่ในปี 2552พบถึง 8 ชนิด วาดเป็น “หน้าบึ้ง” แปลว่าดีขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับเป็น“หน้ายิ้ม”
การปรับคุณภาพน้ำมันครั้งล่าสุดในปี 2550 ให้เป็นมาตรฐาน Euro4 เป็นความริเริ่มของกรมควบคุมมลพิษโดยมีกระทรวงพลังงานผลักดันให้เกิด แต่กลับมีบางกลุ่มตำหนิว่าทำให้ต้นทุนสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการลดการเจ็บป่วยและประหยัดค่ารักษาพยาบาลด้วย
บรรยากาศเป็นระบบนิเวศก๊าซที่ซับซ้อนอ่อนไหว คุณภาพอากาศใน กทม.และประเทศไทยยังสามารถปรับปรุงได้อีก หวังว่าผู้เกี่ยวข้องจะมองประโยชน์ส่วนรวมและไม่เกรงกลัวที่จะผลักดันกันต่อไป







