
'ศาลฎีกา' เลื่อนพิพากษาคดีคลิตี้
13 ปี คดีชาวบ้านคลิตี้ฟ้องบริษัทเอกชนปล่อยสารพิษลงลำห้วยยังไม่จบ ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 21 มิ.ย.นี้ เหตุติดขัดปัญหาใน 2 ประเด็น
13 ปี คดีชาวบ้านคลิตี้ฟ้องบริษัทเอกชนปล่อยสารพิษลงลำห้วยยังไม่จบ ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 21 มิ.ย.นี้ เหตุติดขัดปัญหาใน 2 ประเด็น
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) คดีชาวกะเหรี่ยงคลิตี้บน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จำนวน 8 ราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำเลยที่ 1 และนายคงศักดิ์ กลีบบัว ประธานกรรมการบริษัทฯ จำเลยที่ 2 ฐานความผิดละเมิด พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 กรณีประกอบกิจการโรงแต่งแร่ตะกั่วจนก่อให้เกิดมลพิษปนเปื้อนลงในลำห้วยคลิตี้ ในวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ศาลไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้ เนื่องจากพบว่าจำเลยทั้ง 2 แยกกันยื่นฎีกาคนละฉบับ และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาล
นายสมชาย อามีน ประธานสภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะทนายความโจทก์ กล่าวว่า สาเหตุที่ศาลไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้ เนื่องจากมีปัญหาใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การส่งหมายให้จำเลยที่ 1 เนื่องจากบริษัทเลิกกิจการไปแล้วจึงไม่สามารถส่งหมายได้ ขณะที่ทนายจำเลยก็ปฏิเสธว่าไม่ได้รับหมาย 2.จำเลยทั้ง 2 แยกกันยื่นฎีกาคนละฉบับ ซึ่งศาลพบว่าจำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมแล้ว 2 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้วางเงิน
"ศาลจะอ่านคำพิพากษาได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 มาวางเงินแล้ว ศาลจึงสั่งให้โจทก์ไปตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยที่ 1 มาแถลงต่อศาลใน 3 วัน และให้จำเลยที่ 2 มาวางเงินในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ พร้อมรับฟังคำพิพากษาในวันเดัยวกัน แต่ถ้าไม่มา ศาลจังหวัดจะส่งสำนวนกลับไปยังศาลฎีกาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด"นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะไม่มาวางเงิน ซึ่งแนวทางก็คือศาลฎีกาคงจะจำหน่ายฎีกาของจำเลยที่ 2 ออกไป ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แต่ก็ทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป
สำหรับคดีดังกล่าว ชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ใช้เวลาต่อสู้มานานถึง 13 ปี โดยชาวบ้าน 8 ราย ซึ่งมีหลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์ว่าร่างกายได้รับการปนเปื้อนจากสารตะกั่ว เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 2 ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2546 เรียกร้องค่าเสียหาย 119 ล้านบาท และศาลได้พิพากษาในวันที่ 16 ส.ค.2549 ให้จำเลยจ่ายชดเชยเป็นเงิน 4.26 ล้านบาท
จากนั้นทั้งโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2551 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้ง 8 เป็นเงินรวม 29.55 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทตะกั่วฯ จำเลยที่ 1 ได้ปิดกิจการไปแล้ว และนายคงศักดิ์-จำเลยที่ 2 เสียชีวิตแล้ว
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ชาวบ้านตัดสินใจยื่นฟ้องจนถึงมีคำพิพากษาศาลฎีกา ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาโดยตลอด และแม้ว่าโจทก์ทั้ง 8 รายจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ชาวบ้านอีกหลายรายกลับเสียชีวิตไปแล้ว นั่นจึงเป็นความยุติธรรมที่ล่าช้า
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือการบังคับคดี เนื่องจากบริษัทตะกั่วฯ ปิดกิจการไปแล้ว และประธานกรรมการฯ ก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงต้องหาแนวทางการดำเนินการต่อไป
"คำพิพากษาศาลฎีกาที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับคดีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากเป็นคดีแรกที่ฟ้องตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ต่อสู้กันถึง 3 ศาล และศาลได้วางแนวทางให้ผู้ก่อมลพิษต้องแสดงความรับผิดชอบ"นายสุรพงษ์ กล่าว
อนึ่ง ชาวบ้านคลิตี้ได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่มีการประกอบกิจการโรงแต่งแร่ จนถึงปัจจุบันรวม 18 ปี







