
ประตูนายกฯคนนอก ปิดเกือบสนิท
โฟกัสมาที่คำถามพ่วงประชามติอีกหนึ่งคำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดว่า
โฟกัสมาที่คำถามพ่วงประชามติอีกหนึ่งคำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดว่า “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดใน บทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” คำนูณ มองว่าจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองมากนัก แม้ว่าคำถามนี้จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม
“ประเด็นที่มาของนายกฯ เป็นประเด็นที่สำคัญมากผมก็แปลกใจเหมือนกันที่หลายฝ่ายที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอก ผมกลับเห็นตรงกันข้ามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปิดทางนายกฯ คนนอก”
“คำว่านายกฯ คนนอกในที่นี้ คือ นายกฯ นอกพรรคการเมือง เพียงแต่ว่านายกฯ จะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่โดยระบบปกติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเปิดโอกาสให้มีแต่นายกฯ ที่เป็นคนของพรรคการเมือง เพราะว่าที่มานายกฯ คือ ก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. ให้แต่ละพรรค การเมืองเสนอได้ไม่เกินพรรคละ 3 ชื่อ และพรรคที่จะเสนอชื่อให้สภาเลือกนายกฯ ได้ก็ต้องมี สส. 5% หรือ 25 คนขึ้นไป ดูจากสถิตเลือกตั้งเก่าที่มีพรรคการเมืองมี สส.เกิน 25 คนแล้ว จะทำให้มีแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นบัญชีอยู่ประมาณ 15 คน และเมื่อมีการเปิดสภาแล้ว เสนอชื่อใครก็ได้ใน 15 คนนี้แล้วมาแข่งขัน ตรงนี้เป็นระบบปกติ”
“โดยสถานการณ์แล้ว ไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่จะไปเสนอชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคตัวเองหรือเป็นคนใกล้ชิดพรรคของตัวเอง เพราะถ้าเสนอคนอื่นไปจะถูกโจมตีแหลกลาญว่าเป็นนอมินีให้คนอื่นหรือเปล่า นอกจากนี้ไม่มีคนนอกพรรคการเมืองคนไหน หรือคนกลางทางการเมืองคนไหนที่จะไปเซ็นยินยอมให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อตัวเองตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง เพราะยังไม่รู้ผลการเลือกตั้งและไม่รู้อนาคต และการเซ็นยินยอมดังกล่าวจะทำให้คนนั้นสูญเสียความเป็นคนนอกพรรคการเมืองและความเป็นคนกลางนั้นไปแล้ว”
“ดังนั้น โดยระบบนี้นายกฯ ที่จะได้มาจึงต้องเป็นคนในพรรคการเมืองหรือใกล้ชิดพรรคการเมือง โอกาสที่จะได้คน นอกพรรคการเมืองหรือคนกลางทางการเมืองอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกือบเท่ากับศูนย์”
“คำถามพ่วงออกมา เพียงแต่ให้ระยะ 5 ปีแรกในการเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหนงนายกฯ เป็นการเลือกของที่ประชุมร่วมรัฐสภา คือ แค่ให้ สว.ไปร่วมโหวตด้วย แต่ สว.เสนอชื่อเองไม่ได้ โดยการเลือกนายกฯ จะต้องเลือกมาจากบัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ดังนั้นการเอา สว.เข้าไปโหวตด้วย มันก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มันก็กลายเป็นว่าเอา สว.ไปเลือกนายกฯ จากตัวเลือกที่มีของพรรคการเมือง”
“ตรงนี้ผมถึงบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดนายกฯ คนนอกหรอก แต่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปิดประตูนายกฯ คนนอกเกือบสนิท เหตุที่ยังไม่สนิท จะมีเหตุตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เท่านั้นที่ให้สามารถเลือกนายกฯ นอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ หากรัฐสภามีมติเห็นด้วย”
คำนูณ สรุปว่า ถ้าประชามติผ่านทั้งสองคำถาม ในทางปฏิบัติจะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ก็แปลว่าคนที่ได้รับเลือกนายกฯ จะมาจากบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง โดยรัฐสภาต้องมีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 375 คน จาก สส.และ สว.ทั้งหมด 750 คน ลำพัง สส.ฝ่ายเดียวคงหาเสียงขนาดนั้นได้ยาก คงต้องมีเสียง สว.ไปร่วมด้วย ถ้าได้ก็ได้ไป แต่ถ้าไม่ได้ สส. 250 คน ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาขอให้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อมีมติยกเว้นให้ไม่ต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง ก่อนกลับมาประชุมร่วมกันในรัฐสภาอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ โดยสามารถเลือกบุคคล
นอกบัญชีพรรคการเมืองได้
“แต่ผมว่ามันก็คงวุ่นพอดูนะ ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้นมา การจะเกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้นมาได้ หมายความว่า สว.ต้องงดออกเสียงในการเลือกนายกฯ ครั้งแรก ซึ่งมันคงเป็นประเด็นทางการเมืองตามมาพอสมควร”







