
พัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปี 2558 ว่าลดลงจากปี 2557 ประมาณ 5.78%
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปี 2558 ว่าลดลงจากปี 2557 ประมาณ 5.78% ซึ่งเป็นตัวเลขติดลบสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 2552 ที่ลดลง 14.3% โดยสาเหตุเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การนำเข้าเกือบทุกประเทศหดตัว และราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ทำให้รายได้จากสินค้าเกษตรลดลง ถึงแม้ว่าปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้น
ส่วนด้านสินค้าอุตสาหกรรมนั้น สำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งในสหภาพยุโรป รายงานว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมในไทยลดลงต่ำกว่า 63% ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เขาตั้งข้อสังเกตว่าไทยเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมการผลิตกำลังถดถอย (De-Industrailizing)
ผมคิดว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็ทราบถึงปัญหาดี และเท่าที่ผ่านมาก็มีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหลายวิธี กล่าวโดยย่อคือ ให้ผู้ประกอบการไทยพยายามผลิตสินค้าที่ให้มูลค่าเพิ่มมากขึ้นโดยผลิตสินค้าใหม่ๆ ลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ลดการผลิตแบบ OEM และสร้างแบรนด์สินค้าของไทยขึ้นมาแข่งขันกับสินค้าของต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการทำตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า
ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาถูกต้องทั้งหมด และพูดกันมาหลายปีแล้ว แต่ปัญหาความถดถอยของการส่งออกและการผลิตของอุตสาหกรรมกลับดูเหมือนจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนเป็นที่คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 2.5% ซึ่งรวมถึงการนำตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าไปคำนวณเฉลี่ยตัวเลขด้วย
ผมไม่ทราบว่าถ้าดึงตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวชาวจีนออก อัตราการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจอื่นๆ รวมกันจะเพิ่มขึ้นถึง 2.5% หรือไม่
เอาว่าจะขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์ขอพักไว้ก่อน แต่อยากให้คอยคิดดูว่าทำไมการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรและการผลิตของไทยจึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร จนเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จนถึงเมียนมา กัมพูชา และลาว
ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมของคนนั้นทำได้ยาก (Old Habits Die Hard) โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมให้ผู้ผลิตหรือเกษตรกรไทยที่คุ้นเคยกับการผลิตสินค้าหรือผลผลิตที่ทำมานานนับสิบปี ให้เปลี่ยนไปผลิตสินค้าทันสมัย รูปแบบแปลกใหม่ในยามที่ธุรกิจกำลังมีปัญหาขายสินค้าไม่ออก หรือกำลังมีปัญหาภัยแล้งเพาะปลูกไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พูดง่ายแต่ทำยาก ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมากในการเปลี่ยนแปลงสายการผลิตหรือวิธีการเพาะปลูก ซ้ำหลังจากเปลี่ยนแปลงกระบวนการการผลิตแล้วยังต้องหาตลาดใหม่ ลูกค้าใหม่ เพื่อขายสินค้าผลผลิตใหม่ๆ แทนลูกค้าดั้งเดิม
การเปลี่ยนแปลงที่พูดๆ กันเหล่านี้ ถ้าจะทำทั้งระบบต้องใช้เวลามากพอสมควรเพื่อการปรับตัวและจะต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐอย่างบูรณาการ เหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่มีหน่วยงานของบางราชการให้การสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใหญ่ของเขามักจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้ามามีบทบาทในสายการผลิต (Supply Chain) ไม่พยายามกินรวบกิจกรรมทุกอย่างไว้ในอาณาจักรของตัวเอง ที่หลายท่านเรียกว่าการผลิตแบบคลัสเตอร์
ผมเคยนำผู้ผลิตเครื่องคิดเลขรายใหญ่ของไต้หวันเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเครื่องคิดเลขในเมืองไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ปรากฏว่าเขาเข้ามาตั้งโรงงานผลิตอยู่พักหนึ่ง แล้วนำผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบจากไต้หวันเข้ามาตั้งโรงงานเล็กๆ ผลิตชิ้นส่วนในเมืองไทย ป้อนให้โรงงานของบริษัทแม่ เช่น แป้นพิมพ์ จอแอลซีดี และตัวเครื่อง บริษัทแม่แค่ประกอบสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นเครื่องคิดเลขส่งไปขายทั่วโลก
ยกเว้นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตโดยบริษัทไทย เพราะมีการผลิตจำนวนมากผู้ประกอบการไทยขนาดเล็กยังไม่สามารถเข้าไปรวมกลุ่มเข้าอยู่ในสายการผลิตได้มากตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐ แม้แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยก็มักจะตั้งโรงงานผลิตส่วนประกอบย่อยๆ ของตัวเองแบบกินรวบ
การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยจึงไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เพราะผู้ประกอบการที่เคยผลิตสินค้าอะไรก็ผลิตสินค้าอย่างนั้น ไม่มีการปรับตัว ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีความคล่องตัวในการพัฒนาสินค้าขาดโอกาสในการทำธุรกิจ เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือบางทีก็ถูกทำลายโดยผู้ประกอบการรายใหญ่เสียเอง ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา เช่น ห้างซูเปอร์สโตร์ที่ขายสินค้าจากผู้ผลิตดั้งเดิมและผลิตสินค้านี้โดยใช้แบรนด์ของตนเองวางขายเองเช่นกัน
รัฐคงต้องหันมาวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการเกษตรอย่างจริงจังและลงลึก เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งใหญ่และเล็ก รวมทั้งเกษตรกรอย่างจริงจังให้เห็นผลในภาคปฏิบัติ มิฉะนั้นประเทศไทยคงกลายเป็นประเทศที่กำลัง De-Industrailizing อย่างที่สำนักข่าววิเคราะห์ และคนไทยอาจต้องบริโภคกล้วยหอมจีนที่ผลิตในลาว และบางส่วนใช้นอมินีเข้ามาทำสวนกล้วยในไทยแข่งกับเกษตรกรไทยก็ได้
คิดแล้วน่าใจหายครับ ถ้ายังแก้ไขปัญหาการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันโดยทฤษฎีแต่ไม่มีการลงมือแก้ไขในภาคปฏิบัติ ผู้ประกอบการและเกษตรกรทราบดีว่าควรทำอะไรบ้างเพื่อพัฒนาผลผลิตและรายได้ แค่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น เมื่อไหร่จะมีคนลงมือทำครับ







